วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มหกรรมรวมพลังเยาวชนเพื่อสันติภาพรักบริสุทธิ์ หยุดปัญหา พัฒนาสังคม


มหกรรมรวมพลังเยาวชนเพื่อสันติภาพรักบริสุทธิ์ หยุดปัญหา พัฒนาสังคม 
Inauguration of the network of Youth and Student for peace for Asia and the Pacific
13 มิถุนายน 2560 ณ Impact Arena
♡♡♡♡
มีการแสดงศิลปะป้องกันตัวของประเทศเกาหลีใต้ โดยนักศึกษาแสดงจากประเทศไทย

ตามด้วยการพูดเพื่อสร้างพลังให้กับเยาวชน โดยตัวแทนนักศึกษาจากมหาลัยโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการพูดดังกล่าวเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน ให้ความสำคัญเรื่องของการเพิ่มออกซิเจนให้กับโลกใบนี้ เพิ่มสีเขียวให้กับโลกใบนี้ เพื่อให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความมีความสุข โดยอยากขอเชิญชวนให้ทุกคนสื่อสารส่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องปัญหาโลกร้อนให้กับบุคคลรอบข้าง ถึงเวลาแล้วที่เยาวชนจะให้ความแสงสว่างกับโลกเพื่อสิ่งแวดล้อมของโลกที่ดีขึ้น อย่างยั่งยืน
♡♡♡♡♡♡
นักศึกษามหาวิทยาลัยโตเกียวประเทศญี่ปุ่นอีกท่านหนึ่ง ได้ออกมาพูดในการสร้างพลังแรงบันดาลใจให้เยาวชน โดยเกี่ยวกับการสร้างโลกเชื่อมต่อกันด้วยไฮเวย์ ให้เป็นโลกใบเดียวกัน ซึ่งมนุษย์ในโลกนี้สามารถที่จะมีโครงการร่วมกันคืออินเตอร์เนชั่นแนลไฮเวย์โปรเจค ซึ่งความคิดดังกล่าวเป็นการสร้างถนนเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น สามารถใช้เชื่อมต่อกันด้วยอุโมงค์ ซึ่งทำให้ทั้งสองประเทศที่จะมีความสัมพันธ์โดยปราศจากในเรื่องของเขตแดน วัฒนธรรม ภายใต้ชื่อโครงการ "KJ project" โดยในปี ค. ศ. 2020 น่าจะเห็นโครงการดังกล่าวเป็นความจริง

♡♡♡♡
มีการนำเสนอ ประเด็นสำคัญของโครงการ Pure. Love

เพื่อให้เด็ก เยาวชน และคนโสด
1.เชื่อฟังและกตัญญูต่อ คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์
2.ดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรมอันดีงาม ละเว้นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน
3.อุทิศตนและเสียสละเพื่อความสุขความเจริญของครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลก โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ และศาสนา

♡♡♡♡♡
สำหรับตัวแทนประเทศไทยได้มีการ พูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในเกี่ยวกับเรื่องของเพียวเลิฟ Pure Love โดยพื้นฐานนั้นต้องมาจากความไม่เห็นแก่ตัว ความรักปราศจากการครอบครอง แต่เป็นความรักที่เกิดจากการให้ อย่างแท้จริง
♡♡♡
มีการแสดง ของ ตัวแทนเยาวชนจาก ประเทศญี่ปุ่น โดยเลขาธิการเยาวชนประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการแสดงร้องเพลง เกี่ยวกับเรื่องของสันติภาพในทุกหมู่ชน

♡♡♡♡
มีการแสดงร้องเพลงประสานเสียงของตัวแทนเด็กเยาวชนจากประเทศเกาหลีใต้ซึ่งมีการร้องเพลงเกี่ยวกับเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

♡♡♡♡♡
โดยพิธีเปิดได้ดำเนินการโดยตัวแทนของนายกรัฐมนตรีประเทศไทย คือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายดูแลการศึกษาและสังคม ทั้งนี้ ผู้ที่กล่าวรายงาน ได้แก่ ราชองครักษ์ พลเอกเทอดศักดิ์ มารมย์ ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิฯ ที่จัดงานในครั้งนี้

พร้อมทั้ง มีพิธีลงนามการจัดตั้งสถาปนาความร่วมมือการสร้าง สันติภาพของเยาวชนเอเชียแปซิฟิก ซึ่ง มีตัวแทนจากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทย พร้อมทั้งมีการมอบรางวัล สำหรับกิจกรรมที่ส่งเสริมในเรื่องของสันติภาพและส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องของ รักบริสุทธิ์หยุดปัญหา พัฒนาสังคม โดยประธานมูลนิธิผู้ก่อตั้งมูลนิธิ YSP (The Youth and Students for Peace) Dr Hak ja Han Moon 

พร้อมด้วยการแสดงดนตรีของวง Apple Heaven

การแสดงศิลปะวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพโดยคณะเยาวชนนาฏศิลป์พื้นบ้านเกาหลีคณะ The Little Angel

สรุป
ได้เห็น ความร่วมมือของเยาวชนจากประเทศต่างๆ ในการที่จะนำมาซึ่งสันติภาพผ่านกิจกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวเรื่องของการแสดงออกในการรักษ์โลก การใส่ใจโลก รวมถึงกิจกรรมที่ เกี่ยวกับเรื่องของรักบริสุทธิ์ที่เกิดจากภายในครอบครัวเป็นเบื้องต้น พร้อมทั้ง การนำเสนอ ผ่านบทเพลงต่างๆ การแสดงต่างๆ 





















Inauguration of the network of Youth and Student for peace for Asia and the Pacific การริเริ่มเครือข่ายเยาวชนและนักศึกษาเพื่อสันติภาพในเอเชียและแปซิฟิก


Inauguration of the network of Youth and Student for peace for Asia and the Pacific (การริเริ่มเครือข่ายเยาวชนและนักศึกษาเพื่อสันติภาพในเอเชียและแปซิฟิก)
“The Role of Youth and Students in Creating a Culture of Sustainable Peace” (“บทบาทของเยาวชนและนักเรียนในการสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพที่ยั่งยืน”)
United Nation Conference, Bangkok Thailand 
12 มิถุนายน 2560
♡♡♡♡♡♡♡
+++ ความเป็นมา 
Dr. Hak Ja Han Moon ภรรยาม่าย ของ Dr. Sun Myung Moon [1920-2012 ประเทศเกาหลีใต้] เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Universal Peace Federation (สหพันธ์สันติภาพสากล) ร่วมกับสามีของเธอเธอได้อุทิศชีวิตเพื่อสันติภาพก่อตั้งองค์กรและโครงการต่างๆ มากมายในหลากหลายสาขา ที่มา http://www.upf.org/founders/dr-hak-ja-han-moon)
♡♡♡♡♡♡
+++ โดย มิสเตอร์ชันเมียงมูน ได้ตั้งปณิธานว่า “มีชีวิตเพื่อผู้อื่น”
♡♡♡♡♡♡
+++ การประชุม มีการเปิดประชุมโดยราชองค์รักษ์พิเศษ พลเอก เทอดศักดิ์ มารมย์ ประธานมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) 
โดยมีกล่าวยินดีต้อนรับโดย รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ประเทศไทย) รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ประเทศศรีลังกา) ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายและความยุติธรรมในรัฐสภากัมพูชา และประธาน Universal Peace Federation 
♡♡♡♡♡♡♡
+++ มีการลงนามร่วมกันของตัวแทนประเทศต่างๆ ในความร่วมมือเกี่ยวกับ “บทบาทของเยาวชนและนักเรียนในการสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพที่ยั่งยืน”

+++ โดยผู้ก่อตั้ง สหพันธ์สันติภาพสากล มีคำสำคัญ คือ “ฮโยจอง” (hyojung) อันหมายถึง “หัวใจที่มีแต่ความกตัญญูกตเวที” ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เริ่มต้นที่ครอบครัวจะต้องให้ความสำคัญของ คำว่ากตัญญูกตเวที โดยจะต้องเรียนรู้ร่วมกันไม่เห็นแก่ตัว เรียนรู้ความรัก ความเสียสละ 

+++ ภายใต้สังคมในปัจจุบันที่เป็นสังคมก้มหน้าใช้สื่อสังคม Social Media กันเป็นอย่างมาก เด็กเยาวชนสามารถเรียนรู้ค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่านสื่อสังคมได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความรู้ดังกล่าวอาจจะเป็นความรู้เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดโทษนำไปสู่ในสิ่งที่ไม่ดีก็เป็นได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่อาจจะต้องนำเด็กเยาวชนกลับคืนมาสู่วัฒนธรรมแห่งความรักจริง (True Love) ภายในครอบครัว เรียนรู้จากภูมิปัญญาดั่งเดิมของนักปราชญ์ใกล้ตัวของเราให้มากยิ่งขึ้น

+++ เด็กเยาวชน เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่จะต้องให้ความสำคัญ เพราะเขาเหล่านั้นจะเป็นคนดีของสังคม ช่วยให้สังคมน่าอยู่ ช่วยเหลือประเทศชาติให้มีความเจริญ และที่สำคัญ คือ จะสามารถสร้างความสงบสุขให้กับสังคมในที่สุด ซึ่งพ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูกๆ รักที่บริสุทธิ์ จะสามารถแก้ปัญหาของต่างๆ ของครอบครัวได้ พัฒนาสังคมได้ เพราะ “รัก คือ ความปรารถนาในการให้” (ไม่เห็นแก่ตัว) 

+++ มีการบรรยายของตัวแทน จาก ประเทศไทย เนปาล กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ภายใต้หัวข้อ “หลักการของความยั่งยืนและความรับผิดชอบของเยาวชนในการสร้างชาติ” 

+++ โดย Dr. Robert Kittel ประธาน สหพันธ์สันติภาพสากล ได้สรุปว่า 
ครอบครัว คือ สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดในการรักษาสิ่งที่ดีอันทำให้คุณลักษณะที่ดีในอนาคตทั้งทางร่างกายและจิตใจของลูกๆ อันจะนำเป็นสู่การที่ลูกๆๆ จะเป็น “ลูกที่มีความกตัญญู”
แน่นอนว่าเมื่อลูกมีความคุณลักษณะที่ดี ย่อมจะเป็นลูกกตัญญู และเป็นคนดีของสังคม เป็นคนซื่อสัตย์รักชาติของตน และในที่สุดก็จะเป็นคนดีมีประโยชน์สำหรับโลกใบนี้ 
♡♡♡♡♡♡
+++ ไม่มีอะไรที่สำคัญกว่าเรามากกว่าความรัก ชีวิต และเชื้อสาย แต่ในบรรดาสิ่งดังกล่าวคิดว่าอันไหนมีค่ามากที่สุด?
หากไม่มีความเสียสละแล้ว ความรัก ย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้จริง
ดังนั้น สถาบันครอบครัว พ่อแม่ จะต้องมีความเสียสละ ไม่มีความเห็นแก่ตัวให้กับลูกๆ แล้วเมื่อนั้น จะเกิดความรักที่จริงในครอบครัว นำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืนมั่นคงถาวร เกิดสิ่งดีๆ ต่อสังคมนั้นๆ ประเทศนั้นๆ ในที่สุด
+++ มีการร่วมอภิปรายภายใต้หัวข้อ “เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่ประสบความสำเร็จความสำคัญของการแต่งงานและครอบครัว” (ผู้อภิปรายจาก เยอรมัน ฟิจิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย) 
- ครอบครัวเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศหากว่าครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุข ย่อมจะส่งผลให้ประเทศมีความั่นคงตามไปด้วย 
- การศึกษาของครอบครัวก็เป็นสิ่งจำเป็นจะทำให้เป้าหมายของประเทศเป็นจริงได้ 
- ครอบครัวที่ขาดพ่อผู้นำครอบครัว นำมาซึ่งปัญหาหลายอย่างในที่สุด ส่งผลต่อลูกๆ ที่จะนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ย่อมจะสามารถปกป้องปัญหาดังกล่าวได้ (จากงานวิจัย) สังคมไทยในปัจจุบัน พ่อแม่จำเป็นจะต้องหาเงินในการเลี้ยงครอบครัว ปล่อยให้เด็กๆ อยู่กับปู่ย่าตายาย ซึ่งก็เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งสำหรับการขาดความอบอุ่นระหว่างพ่อแม่ลูก
- คู่หนุ่มสาวที่อยู่กินกันก่อนแต่งงาน มีโอกาสที่จะแยกทางกันในระยะยาว (ซึ่งหากมีลูกด้วยกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาในด้านต่างๆ) 
- ครอบครัวเป็นสถานที่รวมใจ เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเพื่อจะได้พัฒนาเด็กให้มีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องดีๆ 
- สถานที่ที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ “HOME” แต่จะต้องทำให้ HOME นั้นดีที่สุดสมบูรณ์ที่สุด คนหนุ่มสาวในปัจจุบันไม่มีความสนใจในการแต่งงานสักเท่าไร (ร้อยละ 30) เพราะต้องการคู่ครองที่สมบูรณ์ในอาชีพหน้าที่การงาน ดังนั้น ทำบ้าน HOME ให้น่าอยู่ อบอุ่นด้วยความรัก ด้วยรอยยิ้ม ความจริงใจให้กันและกัน 
- ไต้หวัน แต่ละครอบครัวมีลำดับชั้นทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงในการนับญาติกันกว่า 8 ลำดับ ปัญหาของครอบครัวเกิดขึ้นเช่นเดียวกับในไต้หวันคือ การเพิ่มขึ้นของโรค HIV (ชายรักชาย) ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาของประชากร สถานบันครอบครัวในอนาคต
- การสร้างครอบครัวอาจจะได้ใช้เวลาค่อนข้างมาก แต่การทำลายครอบครัวนั้นตรงกันข้าม ใช้เวลาเพียงนิดเดียว ด้วยความไม่เข้าใจกัน ด้วยความโกรธต่อกัน ดังนั้น อย่าทำลายครอบครัวที่เราสร้างมาด้วยมือของเรา สร้างครอบครัวเพื่อลูกๆ เด็กๆ ในวันข้างหน้า

+++ การสัมมนา เรื่อง “ความรับผิดชอบของเยาวชนในการสร้างวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ” (โดยตัวแทนจากประเทศ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนิเชีย ไทย เนปาล)
- สันติภาพ ความสงบสุข คือ อะไร (ซึ่งหากนำพุทธศาสนาให้ความหมาย ก็คงจะต้องเริ่มด้วยการมีพรหมวิหาร นั่นคือ เมตตา ยิ้มให้กันและกัน ไม่ใช้ความรุนแรง) ซึ่ง สันติภาพจะต้องเริ่มต้นในครอบครัวเป็นแรก ลูกให้ความเคารพกับพ่อแม่ ในระบบที่ใหญ่ขึ้นไป ระดับสังคม หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ จะต้องมีความรู้สึกว่าเราทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน 
- ต้องสร้างวัฒนธรรมอันดีงามในการสำหรับเยาวชนในการรักพี่น้อง รักพ่อแม่ ให้ความเคารพ กตัญญูกตเวที ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งกาย วาจา และที่สำคัญ คือ ทางใจ ต่อทุกคนในครอบครัว 
♡♡♡♡♡
+++
สรุปการประชุม ได้แนวคิด วิสัยทัศน์ในการบูรณาการการทางานร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่าง ภาครัฐบาล ภาคเอกชน องค์กรศาสนา นักการศึกษาและวิชาการ และ ภาคประชาสังคม ในการกำหนดโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมของเยาวชนและนักศึกษา โดยเน้นให้เยาวชนมีความตระหนักในคุณค่าของ “ความรักที่บริสุทธิ์ สถาบันครอบครัว จิตสาธารณะ ความกตัญญูต่อพ่อแม่ บุพการี และต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”











วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความเป็นมาของ "หอประวัติศาสตร์อุบลราชธานีศรีวะนาไล"

ความเป็นมา
"หอประวัติศาสตร์อุบลราชธานีศรีวะนาไล"
โดย นายสุรพล สายพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี 



 ความเป็นมาของ "หอประวัติศาสตร์อุบลราชธานีศรีวะนาไล" (อาคารโรงเรียนเบ็ญะจะมะมหาราชเดิม) บังเอิญผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์เพียงแต่เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์จริงเพราะฉะนั้นเรื่องราวการก่อสร้างอาคารนี้รูปแบบสีวัสดุต่างๆ ผมจะข้ามไปเพราะมีหลายท่านเคยเขียนลงตามที่ต่างๆ ผมเคยศึกษาที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชซึ่งขณะนั้นใช้อาคารไม้หลังนี้เป็นอาคารเรียนของทุกห้องทุกชั้นบนอาคารไม้นี้มีห้องน้ำเฉพาะของครูอาจารย์ อาคารฝึกงาน อาคารเกษตร ห้องน้ำห้องส้วมนักเรียน แยกสร้างไปต่างหาก อาคารฝึกงานเป็นอาคารชั้นเดียว (ข้างสำนักงานธนารักษ์ใหม่ปัจจุบัน) อาคารเกษตรอยู่ด้านหลังพร้อมอาคารห้องน้ำ(บริเวณอาคารสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาเขต 1 ปัจจุบัน)  ด้านหน้ามีเสาธงใหญ่ (ตามรูปแบบลักษณะเห็นในปัจจุบันเสาธงที่ทำขึ้นใหม่ตามรูปแบบและขนาดแบบเดิม)ผมเรียนตั้งแต่ม.ศ. 1 ถึงม.ศ.5 โดยม.ศ. 1- ม.ศ. 3 เรียนอยู่ห้องชั้นล่างด้านหลัง(ฝั่งที่ว่าการอำเภอเมืองติดแทงค์น้ำคอนกรีตที่เห็นอยู่ปัจจุบัน (และเคยใช้น้ำดื่มจากแทงค์นี้)  ส่วนม.ศ.4 -ม.ศ. 5 เรียนชั้นบนห้องมุขกลางที่มีป้ายชื่อโรงเรียนในปัจจุบัน (ป้ายนี้ก็เป็นป้ายดั้งเดิม)  สนามด้านหน้าเป็นที่เตะฟุตบอลกันสมัยนั้นไม่มีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(เดิมในวันปิยมหาราชใช้ทุ่งศรีเมืองเป็นที่ทำพิธีถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทถาวรแล้วสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ใช้พระบรมรูปขนาดใหญ่ที่สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่จัดทำขึ้นและมอบให้จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อใช้ประกอบพิธีโดยมีการทำแท่นชั่วคราวเพื่อประดิษฐานชั่วคราว
   ต่อมาภายหลังศาลากลางจังหวัดหลังใหม่(หลังที่ถูกเผา)และมีพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นการถาวรจึงได้ย้ายมาทำพิธีตรงหน้าศาลากลางจังหวัดใหม่พระบรมรูปที่ใช้ปรกอบพิธีเดิมก็ประดิษฐานที่ห้องทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดต่อมาย้ายออกมาประดิษฐานที่ห้องประชุมเล็กภายหลังนายอำเภอเมืองอุบลราชธานีได้ขอมาจัดตั้งประดิษฐานหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองอุบลราชธานีในปัจจุบัน (ซึ่งยังมีคำจารึกอยู่)  ส่วนศาลากลางจังหวัดหลังเดิมเมื่อสร้างศาลากลางจังหวัดหลังใหม่เสร็จแล้วได้ยกให้เป็นที่ว่าการอำเภอเมืองอุบลราชธานี  (ผมมีโอกาสมาฝึกงานปลัดอำเภอตอนปิดเทอมปี 3 มาฝึกงาน 1 เดือนกับท่านมนไท ประมูลจักโก อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีขณะนั้นท่านเป็นปลัดอำเภอโทฝ่ายทะเบียน) 
เรื่องราวคงจะยาวแต่ขออนุญาตตัดมาช่วงที่ผมมีโอกาสกลับมาทำงานที่บ้านเกิดโดยท่านอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราขธานีท่านสุนัย ณ อุบล ให้ความเมตตาย้ายผมจากจังหวัดมหาสารคามมาเป็นนายอำเภอหัวตะพาน(ขณะนั้นเป็นเขตปกครองของจังหวัดอุบลราชธานียังไม่แยกเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ)  อาคารไม้โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชใช้เป็นที่ทำการสัสดีจังหวัดห้องประชุมอำเภอเมืองอุบลราขธานี ศูนย์สื่อสารภูมิภาคกรมการปกครองและที่ทำการกอ.รมน. จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นที่เก็บวัสดุคุรุภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วอาคารก็ทรุดโทรมตามสภาพช่วงเป็นนายอำเภอ 14 ปี 5 อำเภอที่จังหวัดอุบลราชธานีได้รับทราบจากผู้หลักผู้ใหญ่ศิษย์เก่าโรงเรียนว่าไม่อยากให้รื้อเสียดายอยากให้อนุรักษ์ไว้จนกระทั่งผมได้ย้ายออกจากจังหวัดอุบลราชธานีไปเผชิญโลกกว้างที่ชัยภูมิ พังงา และตราดรวม 7 ปี ได้ย้ายกลับมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเห็นสภาพอาคารที่ทรุดโทรมและทราบอย่างไม่เป็นทางการว่าเคยเสนอเรื่องขอบูรณะแต่ไม่ผ่านเลยปรึกษากับผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือหลายท่านว่าจะเสนอเรื่องบูรณะเข้าไปใหม่พร้อมปรับปรุงข้อมูลและประมาณการเฉพาะส่วนที่จำเป็นก่อนหลังจากเสนอไปพร้อมประสานงานกับหลายๆ ฝ่ายแล้วต่อมาทราบว่ากรมศิลปากรอนุมัติและดำเนินการประกวดราคาพร้อมควบคุมการบูรณะพร้อมกับขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเพราะความเก่าแก่และรูปทรงสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร
หลังจากบูรณะเสร็จพร้อมกับเกิดเหตุการณ์จลาจลเป็นโชคดีที่อาคารนี้ไม่ถูกเผาไปด้วย (ขณะนั้นยังไม่มีการตรวจรับงานบูรณะ ขออนุญาตไม่พูดเรื่องปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ)   หลังจากศาลากลางจังหวัดที่ถูกไฟไหม้เผาผลาญและทุบทิ้งหลายคนคิดตรงกันคือที่นี่จะเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองที่จะบอกกล่าวเรื่องราวของอุบลราชธานี ท่านศาสตราจารย์ ดร.ประกอบ วิโรจน์กูฏ ขณะนั้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช) เป็นผู้ประสานงานต่อ ผมได้จัดพิธีลงนามดูแลอาคารร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆและจัดนิทรรศการ 1 ครั้ง กรมศิลปากรมาจัดแสดงโขนชุดใหญ่ผมเองก็ให้ย้ายเวทีกลางในงานปีใหม่จังหวัดจากที่เคยอยู่ริมรั้วมาตั้งด้านหน้าอาคารนี้แทนและบอกว่าไม่ต้องมีฉากหลังใช้อาคารนี้เป็นฉากหลังได้เลยจนภาพงานปีใหม่อุบลราชธานีไปปรากฏในสื่อต่างๆและได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ยอดเยี่ยม รวมทั้งขอความร่วมมือเทศบาลนครอุบลราชธานีจัดไฟส่องสว่างแบบโบราณสถานขอให้เทศบาลนครช่วยทำเสาธงตามแบบรูปเดิมณสถานที่เดิม(เป็นเสาธงเดียวในประเทศไทยที่มีลักษณะแบบนี้)   รวมทั้งได้จัดนิทรรศการพร้อมการแสดงแสงสีเสียงอีกครั้งหนึ่งโดยความตั้งใจจะให้เป็นนิทรรศการทั้งแบบถาวรและแบบหมุนเวียนซึ่งงานวันนั้นได้เชิญอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี อดีตครูอาจารย์ และศิษย์เก่าโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชมาร่วมเป็นเกียรติในงานพร้อมกับนักเรียนรุ่นปัจจุบันและหลังจากนั้นก็ได้ขอให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุบลราชธานีช่วยทำป้ายอาคารหลังนี้ว่า "หอประวัติศาสตร์อุบลราชธานีศรีวะนาไลย" (แทนคำว่า"พิพิธภัณฑ์เมือง" เพราะคิดว่าคำน่าจะเหมาะสมกว่าความจริงก็มีความหมายเหมือนกันและ "อุบลราชธานีศรีวะนาไลย" ก็ตรงกับคำจารึกในพระบรมราชโองการ)  มีการปรับปรุงระบบไฟที่เสาธงและพระบรมราชานุสาวรีย์ใหม่ รวมทั้งเคยกราบทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี ถึงความเป็นมาในการบูรณะพร้อมภาพถ่ายอาคารหลังนี้และขอกราบทูลเชิญเปิดอาคารนี้เมื่อจัดภายในเสร็จเรียบร้อยเมื่อคราวที่พระองค์เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพร้อมกับทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ
มาถึงวันนี้พ้นหน้าที่ราชการแล้วปี 2557 ได้มีแนวความคิดให้นักเรียนโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชมาถวายบังคมและถวายตัวหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5  ปี 2558 มีนักเรียนโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชและโรงเรียนเตรียมอดมศึกษาพัฒนาการอุบลราชธานีร่วมกันทำพิธีถวายบังคมและถวายตัวเล่าให้ฟังว่าคิดและทำอะไรไปแล้วปี 2558 ที่ผ่านมาถึงเป็นวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารีพระชนมายุ 60 พรรษา หากถือเป็นมิ่งมงคลนำโครงการ "หอประวัติศาสตร์อุบลราชธานีศรีวนาไล" เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติยศพร้อมกับกราบทูลทรงเปิดอาคารนี้อย่างเป็นทางการน่าจะเหมาะสมสิ่งเหล่านี้ฝากผู้ที่เกี่ยวข้องจะสานต่องานครับ




รับชมรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับ 
"หอประวัติศาสตร์อุบลราชธานีศรีวะนาไล" ได้ที่ https://www.facebook.com/ubonratchathani.historymuseum/photos_albums

หรือ QR code



วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

ลำดับความเป็นมาของการจัดตั้งอุทยานธรณีผาชันสามพันโบกอุบลราชธานี

ลำดับความเป็นมาของการจัดตั้งอุทยานธรณีผาชันสามพันโบกอุบลราชธานี
โดย นายสุรพล สายพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
  








10 เมษายน 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรหมู่บ้านกันดารจังหวัดอุบลราชธานี คือ บ้านดงนา อำเภอศรีเมืองใหม่ และบ้านปากลา อำเภอโขงเจียม รวม 2 หมู่บ้านและเป็นการเสด็จทางเรือตามลำน้ำโขงครั้งแรกโดยขบวนเรือที่กองทัพเรือ(หน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงอุบลราธานี)จัดถวายโดยเสด็จลงเรือที่บ้านสำโรงอำเภอโพธิ์ไทรผ่านพื้นที่อุทยานธรณี ได้แก่บ้านสำโรง บ้านผาชัน อำเภอโพธิ์ไทร เสด็จแวะเยี่ยมโรงเรียนบ้านดงนา อำเภอศรีเมืองใหม่(สังกัดการประถมศึกษาแห่งชาติในขณะนั้น) และโรงเรียนบ้านปากลา(สังกัดตำรวจตระเวณชายแดน) ตลอดจนเยี่ยมราษฎรทั้งสองหมู่บ้านที่พระราชทานความช่วยเหลือ (ช่วงผ่านบ้านผาชันทอดพระเนตรชาวบ้านใช้ชีวิตตามแผ่นหินและตกปลาตามชะง่อนผามีรับสั่งกับผู้ตามเสด็จว่านี่ไหงเป็นมนุษย์หินตัวจริงเพราะถ้าเป็นพระองค์ท่านประทับอยู่แบบเขาคงตกน้ำไปแล้ว
19 เมษายน 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยมหมู่บ้านกันดารเป็นครั้งที่สองโดยเสด็จโดยพระบาทจากบ้านหุ่งหลวงอำเภอศรีเมืองใหม่ไปบ้านโหง่นขามจากนั้นประทับฮอพระที่นั่งไปบ้านดงนาแล้วเสด็จโดยขบวนเรือที่กองทัพเรือจัดถวายจากบ้านดงนา อำเภอศรีเมืองใหม่ ไปบ้านปากลา อำเภอโขงเจียม แล้วประทับฮอพระที่นั่งกลับที่ประทับแรมที่เขื่อนสิรินทร (หลังจากนั้นเสด็จเยี่ยมหมู่บ้านในพื้นที่นี้อีกหลายครั้งโดยฮอพระที่นั่ง)
ปี 2545 ธงไชย แมคอินไตย์ ได้มาถ่ายทำโฆษณาโดยใช้สถานที่สามพันโบกเป็นฉากทำให้สามพันโบกเป็นที่รู้จักและมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวมากโดยเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวต่อจากผาแต้ม




ปี 2536 ดร.วราวุทธ สุธีทร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไดโนเสาร์พร้อมผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศได้มาขุดค้นโครงกระดูกขนาดใหญ่ที่ป่าบ้านทุ่งบุญ ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่และนำไปพิสูจน์พบว่าซากไดโนเสาร์พันธุ์อีกัวโนดอนและพบว่าอายุน้อยที่สุดของประเทศไทยเป็นพันธุ์อีโกนัวดอนอายุประมาณ 100 ล้านปี
ปี 2554  มีผู้นำเสนอว่าบริเวณพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานีโดยเฉพาะบริเวณผาชันสามพันโบกน่าจะได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานธรณีนายสุรพล สายพันธ์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีในขณะนั้น) จึงได้อนุมัติงบประมาณพัฒนาจังหวัดจำนวน 1 ล้านบาทและได้มอบหมายให้นายยุทธ ศรทัตต์ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ธรณีวิทยากรมทรัพยากรธรณีและคณะพร้อมด้วยทีมจังหวัอุบลราขธานีนำโดยนายสมชาย เสงี่ยมศักดิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี(ซึ่งเรียนจบสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่จากจุฬาฯ และศึกษาต่อด้าน remote sensing จากประเทศเนเทอร์แลนด์และเคยทำงานที่กรมทรัพยากรธรณี)และทีมงานร่วมสำรวจและประสานงาน
จากการสำรวจเห็นว่าโครงการจัดตั้งอุทยานธรณีอุบลราขธานีสมควรจะครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อำเภอโพิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอสิรินทร อำเภอโขงเจียม และพื้นที่บางส่วนคาบเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติผาแต้มอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะวนอุทยานผาหลวงพื้นที่สาธารณะเขตป่าสงวนเขตปฎิรูปที่ดินเพราะมีพื้นที่เกี่ยวเนื่องกันมีทั้งแหล่งไดโนเสาร์ยุคสุดท้ายของประเทศเสาเฉลียงใหญ่ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์น้ำตกถ้ำหินทราย(ถ้ำที่พบส่วนใหญ่เป็นหินปูน)   ลานหินที่หลอมละลายจนเปล่งประกายฯลฯพร้อมได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ทั้วภาษาไทยภาษาอังกฤษและใช้ผลงานนี้ไปอ้างอิงในการประชุมทางวิชาการทั้งในประเทศและการประชุมนานาชาติหลายครั้งรวมทั้งถวายรายงานที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
ปี 2554 จังหวัดอุบลราชธานีประกาศจัดตั้ง "อุทยานธรณีผาชันสามพันโบก"ตามข้อเสนอของทีมสำรวจและได้ใช้ชื่อผาชันสามพันโบกเพราะพื้นที่หลักๆ อยู่บริเวณประกอบชื่อสามพันโบกเป็นที่รู้กันทั่วไป
ปี 2555 ได้จัดแสดงแสงสีเสียงตำนานอุทยานธรณีที่บริเวณสามพันโบก อำเภอโพธิ์ไทร
ปี 2555-2558  สร้างอาคารสำหรับการบริการนักท่องเที่ยวและเป็นที่ทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สามพันโบกและบ้านผาชันโดยใช้งบประมาณพัฒนาจังหวัด
ปี 2555  กรมทรัพยากรธรณีได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาและออกแบบพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เพื่อจะจัดหางบประมาณมาก่อสร้างที่บ้านทุ่งบุญตำบลนาคำอำเภอศรีเมืองใหม่ 
(ดูข้อมูลประกอบ ได้ที่ www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1583298)
ปี 2555 กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ว่าจ้างบริษัท Urban Space ศึกษาและออกแบบจัดทำผังเมืองบริเวณอุทยานธรณีผาชันสามพันโบกจากผลสรุปสุดท้ายศูนย์บริการนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่บ้านนาโพธิ์กลางตำบลนาโพธิกลางพร้อมกับมีท่าเรือศูนยเรียนรู้ศูนย์บริการที่ทำงานของหน่วยต่างอยูทั่วไป
ปี 2557-ปัจจุบัน มีการประสานหน่วยงานต่างๆเพื่อให้เข้าสนับสนุนการจัดอุทยานธรณีทั้งด้านแผนงานกิจกรรมและงานทางวิชาการจัดกิจกรรมโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องโดยมอบหมายให้โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชเป็นโรงเรียนพี่ของโรงเรียนบ้านดงนาโรงเรียนอัญสัมชัญอุบลราชธานีเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนบ้านโหง่นขามวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานีช่วยจัดทำเสารับส่งเครือข่ายวิทยุอาร์เรดิโอที่โรงเรียนบ้านโหง่นขามต่อมาวิทยาลัยเทคนิคตระการพืชผลและวิทยาลัยการอาชีพเขมราฐรับผิดชอบบ้านดงนาและบ้านโหง่นขามตามลำดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานีจัดกิจกรรมส่งเสริมการเกษตรฯหน่วยงานเหล่านี้ได้เข้าเสริมในกิจกรรมที่ส่วนราชการเฉพาะได้ดำเนินการอยู่แล้ว
ปี 2558  มีการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวหาดทรายสูงอำเภอเขมราฐหาดชมดาวอำเภอนาตาลซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันจึงเห็นว่าระหว่างรอการประกาศจัดตั้งอุทยานธรณีเป็นระดับประเทศน่าจะผนวกพื้นที่นี้ไปในคราวเดียวกัน
ปี 2558   10 เมษายน 2558  อำเภอโพธิ์ไทรได้จัดกิจกรรมตามรอยเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทางเรือเหมือนเหตุการณ์ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2535  (จัดกิจกรรมเฉพาะช่วงจากบ้านสำโรงไปยังบ้านผาชันอำเภอโพธิ์ไทร)
และในปีเดียวกันวิทยาลัยพยาบาลราชชนนีอุบลราชธานีและวิทยาลัยสาธารณสุขสิรินทรได้นำนักศึกษาจัดกิจกรรมตามรอยเสด็จฯ จากบ้านหุ่งหลวงไปยังบ้านโหง่นขามและบ้านดงนาอำเภอศรีเมืองใหม่
คุณค่าของอุทยานธรณีผาชันสามพันโบกนอกเหนือจากการศึกษาทางธรณีวิทยาการท่องเที่ยวประวัติศาสตร์มนุษยวิทยาชนเผ่า (มีชนเผ่าบูรเป็นชนเผ่าไม่มีภาษาเขียน มีแต่ภาษาพูด)  ประเพณีและวัฒนธรรมแล้วยังเป็นพื้นที่ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทรงงานเป็นประจำเกือบทุกปีมีหมู่บ้านและโรงเรียนในพระราชานุเคราะห์ในพื้นที่นี้เคยกราบทูลด้วยวาจาเพื่อน้อมถวายเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาในคราวที่พระองค์ท่านเสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และในคราวเสด็จเปิดการประชุมยุวเกษตรกรแห่งชาติที่วิทยาลัยเกษตรแบะเทคโนโลยี่อุบลราชธานี
นอกจากนี้ ผศ.ดร.พิเชษฐ์ จันทรทิพรักษ์ อาจารย์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยซึ่งมาร่วมงานในโครงการนี้เมื่อ พ.ศ. 2557 เคยถวายรายงานในคราวที่พระองค์ท่านเสด็จเป็นการส่วนพระองค์วันสถาปนาที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26  มีนาคม 2558  พร้อมกับถวายรายงานขอพระราชทานชื่อและได้ถวายรายงานความคืบหน้าเป็นส่วนพระองค์อีกหลายครั้งทรงถามถึงความคืบหน้าโดยตลอด
สรุปส่งท้าย
เนื่องจากกิจกรรมและพื้นที่อุทยานธรณีเป็นเรื่องใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายหน่วยไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะแต่อ้างอิงเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับลักษณะงานทั้งเชิงการท่องเที่ยวเชิงการศึกษาวิจัยทั้งด้านธรณีวิทยาเชิงดึกดำบรรพวิทยาเชิงสังคมและมนุษยวิทยาการจัดตั้งเป็นอุทยานธรณีนี้เบื้องต้นเป็นรวมตัวเชิงทำงานร่วมมือกันเชิง Virtual Boundary แต่ละหน่วยงานทำงานตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ปกติของตนเองแต่มีประสานความร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเชิงอนุรักษ์และเพื่อการศึกษาวิจัยเป็นหลัก
เนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระปรีชาด้านธรณีวิทยาและเป็นพื้นที่ที่ทรงงานเป็นประจำทรงคุ้นเคยพื้นที่นี้จากที่ทรงมีพระดำรัสถามหมู่บ้านต่างๆทรงจำเหตุการณ์ได้ควรจะนำโครงการน้อมเกล้าถวายพร้อมขอพระราชทานนามอย่างเป็นทางการ
บุคคลที่ทราบข้อมูลเพิ่มเติม
พลเรือโทประทีป ชื่นอารมย์รน อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ(ขณะนั้นเป็นนาวาเอกผูบังคับการหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขงอุบลราธานี ) ผู้ขับเรือพระที่นั่ง(เรือBP) ทั้งสองครั้ง
นายสุรพล สายพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีอดีตนายอำเภอศรีเมืองใหม่
นายอำนาจ ส่งเสริม อดีตนายอำเภอโพธิ์ไทร
นายเสนีย์ จิตตเกษม อดีตนายอำเภอโขงเจียม
นายธรธรร เสาวโกมุท อดีตป้องกันจังหวัดอุบลราชธานี
นพ.สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี


สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ "ผาชัน สามพันโบก" 
ผ่าน Fan Page Facbook : Pha-Chan-Sampan Bok
หรือ QR code






วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

ผาชัน-อุบลราชธานี ทำไมถึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ?

ผาชัน-อุบลราชธานี ทำไมถึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ?

หากว่าท่านใดยังไม่ทราบว่ามีความสำคัญอย่างไร ต้องดูข้อมูลต่อไปนี้ 









 ข้อมูลอ้างอิง  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เสด็จฯ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๓๕ 




ข้อมูลอ้างอิง  : เกี่ยวกับบ้านผาชัน  


 ที่มาของภาพ http://osotho.blogspot.com/2013/10/blog-post.html


ข้อมูลอ้างอิง http://www.slideshare.net/mpsrivirat/ss-42025310 









ข้อมูลอ้างอิง  https://www.youtube.com/watch?v=6eKx-LR3LA4


ข้อมูลอ้างอิง https://www.youtube.com/watch?v=-ZkWdS-D5EI 

ข้อมูลอ้างอิง หนังสือพิมพ์คมชัดลึก



สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ "ผาชัน" 
ผ่าน Fan Page Facbook : Pha Chan - ผาชัน