วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อาคารโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (หลังเก่า)

หลายๆ ท่านที่เป็นคนอุบลราชธานี อาจจะสงสัยว่า "อาคารโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช หลังเก่า" อยู่ที่ไหน และทำไมถึงมีความสำคัญ

ดูความเป็นมาได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=eBoFTS6Lzxs  (คนอุบลฯ ไม่ได้ดูจะเสียใจอย่างยิ่ง) 
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี (ท่านสุรพล สายพันธ์) ถวายรายงานเกี่ยวกับอาคารโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (หลังเก่า) เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ณ อาคารเทพรัตนสิริปภา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อาคารมีคุณค่า 
กาลเวลาค่ายิ่งมาก
อาคารที่หายาก 
ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน

อาคารไม้ตะเคียน 

เป็นโรงเรียนที่เล่าขาน
ได้เรียนทั้งลูกหลาน 
เป็นตำนานต้องรักษา

อาคารต้องดูแล 

ต้องเชือนแชและนำพา
อาคารไม้มีค่า 
พวกเรามาช่วยกันดู

อาคารคือสมบัติ 
จะต้องจัดให้ควรคู่
นักเรียนและคุณครู 
ได้เรียนรู้ความเป็นมา

อาคารนี้ยิ่งใหญ่ 
อยู่ในใจชาวประชา
อุบลต้องรักษา 
ให้มีค่านิรันดร์เอย
                                   อจต.  ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ 


Click ดูรายละเอียดได้เลยครับ 










Web
Facebook

ผู้ว่าฯ อุบล สุรพล สายพันธ์ กล่าวอำลา















***** ๒๓ ตุลาคม *****
“วันปิยมหาราช เมืองนักปราชญ์ ราษฎร์สดุดี”

ยี่สิบสามตุลา พวกเรามาน้อมภักดี
อุบลราชธานี สดุดีองค์ ร.๕ 

วันปิยมหาราช เมืองนักปราชญ์กราบวันทา
สดุดีพระราชา ทรงคุณค่าของแผ่นดิน

อุบลมาร่วมใจ เด็กผู้ใหญ่ทั่วทุกถิ่น
มาร่วมทั้งองค์อินทร์ ให้ได้ยินทั่วโลกา

อุบลน้อมถวาย ทั้งหญิงชายกราบบูชา
เสด็จพ่อ ร.๕ องค์ราชายิ่งใหญ่เอย

ทรงพระเจริญ



วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โครงการดีๆๆ ที่เราต้องสนับสนุน








(อ่านเรื่องราวของผมและท่าน ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย ได้ที่ :  เรื่องที่ ๑, เรื่องที่ ๒ .เรื่องที่ ๓ ) 


วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ในฐานะประธานโครงการกองทุนการศึกษาและ ศาสตราจารย์ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา เดินทางมาติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่โรงเรียนสามัญศึกษา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งในสังกัดของรัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่ห่างไกล ขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการเรียนการสอน รวมทั้งให้เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการจัดตั้ง "โครงการกองทุนการศึกษา" ณ อาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 





เด็กเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม นั้นจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคงจะต้องเริ่มด้วยการ “คิด” คือ คิดดี 


คำถามเกี่ยวกับ “คิดดี” คือ จะทำอย่างไรมีกระบวนการอย่างไรที่จะทำให้เกิดการ “คิดดี” เพราะอยู่ดีๆๆ คงจะไม่สามารถทำให้เด็ก “คิดดี” ได้อัตโนมัติ ซึ่งจะต้องมีกลยุทธ์ 

ที่นี่สำหรับเด็กนั้น คนที่ใกล้ชิดเด็กประกอบด้วยคุณพ่อคุณแม่เวลาที่เด็กอยู่ที่บ้าน ส่วนเวลาที่อยู่โรงเรียนก็เป็นหน้าที่ของครูอาจารย์ ผู้บริหารของโรงเรียน เมื่อกลับมาที่บ้านก็จะเป็นเพื่อนบ้านชุมชน 

คนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเด็กย่อมจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องคือ คุณพ่อคุณแม่ ครูอาจารย์ที่โรงเรียน ดังนั้น หากว่าทั้งคุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์เป็นตัวอย่างที่ดี ย่อมจะทำให้เด็กคิดในเรื่องที่ดี เพราะเนื่องจาก “เมื่อคิดดีแล้ว สิ่งที่แสดงออกตามมาย่อมจะดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน” ด้วยเหตุดังกล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูก และ ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก จะต้องเป็นแบบ “มีความรักซึ่งกันและรัก” โดย คุณพ่อคุณแม่ต้องมีรักและห่วงใยลูกอยากจะให้ลูกได้ดี และเช่นเดียวกัน คุณครูก็จะต้องมีความรักต่อเด็กลูกศิษย์อยากจะให้เด็กลูกศิษย์ได้ดีเช่นกัน ในทางตรงกันข้ามลูกก็จะต้องรักและมีความเคารพกตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่ เด็กลูกศิษย์ก็จะต้องมีความรักและเคารพกตัญญูต่อคุณครูด้วยเช่นกัน

เหนือสิ่งใด ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และคุณครู จะต้องนึกถึงและเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า (คำสอนพระพุทธองค์)  พร้อมน้อมนำมาฝึกปฏิบัติให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งให้ได้


=====================
รักลูกฝึกคิดดี จะต้องมีจิตเมตตา
มีทั้งกรุณา พร้อมนำพาหาสิ่งดี

พ่อแม่คือตัวอย่าง แสงสว่างนำชีวี
สอนสั่งทุกวิถี ให้ได้ดีดั่งใจหมาย

สั่งสอนคุณธรรม ลงมือทำอย่าได้อาย
รักลูกจนวันตาย ไม่เสียดายได้แลดู

โรงเรียนมีหลักสูตร จะต้องผูกเรื่องความรู้
ดีจริงที่คุณครู พาเรียนรู้ให้ได้ดี 

คุณธรรมทำให้เห็น ครูต้องเป็นตัวอย่างดี 
อยากให้ศิษย์ได้ดี ต้องทำดีกันทุกคน

ทุกส่วนมาร่วมกัน พร้อมสร้างสรรค์ให้เกิดผล
ดีแล้วจะสุขล้น เกิดเป็นคนมีสุขเอย

มณญูพงศ์ ศรีวิรัตน์
ประธานสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ร.ร.จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร
กรรมการสภาวิชาการ (ผู้ทรงคุณวุฒิ) ม.ราชภัฏอุบลราชธานี
๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ 




วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3

อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3
(ปัจจุบัน- พ.ศ.2635)
จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีความพิเศษในหลายๆ ด้าน  กล่าวคือ
เป็นจังหวัดที่พระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม 
เป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อกับต่างประเทศ 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว และ กัมพูชา  
เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำชี แม่น้ำมูล และ แม่น้ำโขง
เป็นจังหวัดที่มีพระอริยสงฆ์จำนวนมาก เช่น  พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทโท)
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นต้น
เป็นจังหวัดที่มีคำว่า “ราชธานี” แห่งเดียวในประเทศไทย
เป็นจังหวัดที่มี ...

จากข้อมูลการสำมะโนประชากรเมื่อ พ.ศ. 2553 จังหวัดอุบลราชธานี มีจำนวนประชากร 1,746,793 [1] โดยที่ในปี พ.ศ.2555 เป็นปีเนื่องในโอกาส 220 ปีแห่งการสถาปนาจังหวัดอุบลราชธานีได้มีการจัดทำ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการอนาคต ... อุบลราชธานี[2]  และจัดทำเอกสารหนังสือ “อุบลศึกษา” [3] เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีตามช่วงระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุบลราชธานีในระยะเวลาศตวรรษที่ 3 (ปัจจุบัน-พ.ศ.2635) จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์จำนวนประชากรของอุบลราชธานี ซึ่งแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยอาจจะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 4 ของประชากร [4] ดังนั้น เนื่องด้วยเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่ มีความเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปพร้อมกันกับคุณภาพชีวิตอาจจะเป็นไปได้ที่จำนวนประชากรของจังหวัดอุบลราชธานีในช่วงศตวรรษที่ 3 จะมีจำนวนถึง 2 ล้านคน  เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มจำนวนสูงขึ้นสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตามมา คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติจะหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ และผลจากการดำรงชีวิตการประกอบอาชีพของมนุษย์สร้างมลภาวะเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มปริมาณขยะ สร้างมลพิษทางอากาศ  มลพิษทางน้ำ  มลพิษทางดิน  มลพิษของเสีย และภาวะโลกร้อน [5] จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นแค่ดิน น้ำ ลม และไฟ มาประชุมรวมกันชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัย [6] ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็หลีกหนีทั้ง 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ กันไม่พ้น เช่นเดียวกันกับเรื่องของอนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 ย่อมจะหลีกหนีไม่พ้นอันเกี่ยวกับเรื่องของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างแน่นอน หากว่าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตต่างมีปัญหาเกี่ยวกับดินน้ำลมไฟแทบทั้งสิ้น โดยที่ปัญหาดังกล่าวอาจจะถูกเรียกว่า Earth Crisis, Water Crisis, Wind Crisis และ Fire Crisis ตามลำดับ [7] [8] [9]  ซึ่งแน่นอนในระยะเวลาอันใกล้ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) [10] ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไว้เช่นกันแต่อาจจะไม่ครอบคลุมปัญหาเกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ นอกจากนั้น แผนพัฒนาฯ ดังกล่าวเป็นเพียงระยะเวลาถึงปี พ.ศ.2559 เท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว การพัฒนาอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองปัญหาของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ครบทุกด้านและให้ความสัมพันธ์ในทุกมิติ โดยในเบื้องต้นวิกฤตผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 3 ของอุบลราชธานี ตามรูปภาพที่ 1

รูปภาพที่ 1 แสดงวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับจำนวนประชากรล้วนสัมพันธ์กับ ดิน น้ำ ลม ไฟ

จากรูปภาพที่ 1 เมื่อจำนวนประชากรของจังหวัดอุบลราชธานีมีจำนวนมากสูงขึ้น (อันรวมถึงจำนวนประชากรแฝงซึ่งประกอบด้วยจำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวนแรงงานเนื่องจากการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน) ปัญหาด้านปริมาณขยะที่มีมากขึ้น ปัญหามลพิษทางดินและของเสีย นำไปสู่ “Earth Crisis” ปัญหาด้านมลพิษทางน้ำ นำไปสู่ “Water Crisis” ปัญหามลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ  ภาวะโลกร้อน นำไปสู่ “ Energy Crisis[11] และ ปัญหามลพิษทางดินและมลพิษทางน้ำ คือ “Food Crisis” ตามลำดับ  ซึ่งวิกฤติด้านดิน อาหาร น้ำ และ พลังงาน ต่างส่งผลสัมพันธ์ต่อ “ปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environment Problems)” ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 3 อุบลราชธานีจะต้องตระหนักและจัดหาตัวแบบ (Model) สำหรับจัดการปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความสมดุล (Balance) อย่างยั่งยืน เพื่อจะทำให้เกิดความสุขต่อทุกๆ สิ่งไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ พืชและอื่นๆ ในระบบนิเวศน์ของจังหวัดอุบลราชธานี  โดยตัวแบบดังกล่าว คือ “ตัวแบบสีเขียวสำหรับอุบราชธานี” (GREEN model for UBON)  ซึ่งตัวแบบดังกล่าว คือ “GREEN
เมื่อ
G = Good ใน 3 ธ.  อุบลราชธานีจะต้องทำให้ดีในเรื่อง ธรรมะ (เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองแห่งธรรมะที่มีบูรพาจารย์พระอริยสงฆ์จำนวนมาก เช่น  พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทโท) หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  หลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นต้น)  ธรรมชาติ (เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น อุทยานผาแต้ม อุทยานผาชัน น้ำตกแสงจันทร์ เป็นต้น ) โดยเน้นเรื่อง ธรรมดา  ที่ให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
R = Recycle จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องให้ความสำคัญของการนำวัสดุสิ่งของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์
E = Energy จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องใส่ใจเรื่องของพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานทางเลือกไม่ว่าจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง ปาล์ม เป็นต้น หรือแม้กระทั่งพลังงานจากน้ำเนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีมีเขื่อนจำนวน 2 เขื่อน คือ เขื่อนสิรินธร และ เขื่อนปากมูล
E = Environment จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเมื่อจำนวนประชากรมีมากขึ้นย่อมกระทบต่อปัญหามูลพิษด้านต่างๆ เช่น ขยะ น้ำเสีย อากาศ อันจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน
N = Natural จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องดูแลธรรมชาติให้เป็นแบบ 3 ส. คือ (1) สวยงาม (2) สดชื่น และ (3) สมบูรณ์  
ดังนั้น GREEN จะเป็นตัวแบบที่ “จะต้องดี (ในธรรมะ ธรรมชาติแบบธรรดา) มีการกลับมาใช้ของวัสดุต่างๆ เพื่อทำให้ก่อเกิดการได้มาซึ่งพลังงานหรือการใช้พลังงานทดแทนอันจะทำให้สิ่งแวดล้อมน่าอยู่และก่อประโยชน์ต่อธรรมชาติอย่างยิ่งยืน” ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานีควรจะต้องเตรียมการและดำเนินการเพิ่มสีเขียวให้ GREEN model นั่นก็คือ การใช้ต้นยางนา เนื่องจากต้นยางนาเป็นพันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดอุบลราชธานี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานกล้าไม้ยางนาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นำไปปลูกเป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 [12]   ดังนั้น หากว่าโรงเรียนระดับประถมศึกษาในระดับประถมและมัธยมศึกษาของจังหวัดอุบลราชธานีจำนวน 1,288  แห่ง  หน่วยงานเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กว่า 238 แห่ง [13] ร่วมมือร่วมใจปลูกต้นยางนาให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้นให้ได้จำนวนอย่างน้อย 800,000 ต้นหรือมากกว่า ภายในปี พ.ศ.2635 จะทำให้จังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่สีเขียวจำนวนมากขึ้น อันจะส่งผลทำให้ E = Environment สิ่งแวดล้อมดียิ่งขึ้น และทำให้ N = Natural ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย อันส่งผลต่อ GREEN model อีกทั้งเป็นการน้อมนำทำตามที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานไว้
ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 โดยใช้ GREEN model มีความสมบูรณ์ครบถ้วนในทุกด้านทุกมิติจะต้องมีความสมดุล “BALANCE” ใน 3 ธ. ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา (ความธรรมดาที่เป็นความพอเพียงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ)  อันมีความสัมพันธ์กับด้านอาหาร น้ำ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาด้านการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว ด้านคุณภาพชีวิตสุขภาพ (ด้านสาธารณสุข ด้านการอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น การคมนาคม)  โดยมีเป้าหมายพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 ไปสู่การเป็น “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ซึ่งประกอบด้วย 4 นคร กล่าวคือ นครแห่งธรรม นครแห่งเทียน นครแห่งการพัฒนา และ นครแห่งความฮักแพง โดยการพัฒนาในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการศึกษาในทุกระดับโดยใช้ “UBON EDUCATION” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ในศตวรรษที่ 3 ของอุบลราชธานีอาจจะเกิด “สภาการศึกษาอุบลราชธานี” [14]  ซึ่งความสัมพันธ์ของการเป็น “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ถูกแสดงตามรูปภาพที่ 2 ดังนี้
รูปภาพที่ 2 การพัฒนาอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน”

สรุป อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 (ปัจจุบัน- พ.ศ.2635) ซึ่งจะมีความเจริญความก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออุบลราชธานีมีจุดเด่นในด้านการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อกับต่างประเทศ 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว และ กัมพูชา อันสามารถเชื่อมต่อกับประเทศอาเซียนและประเทศในบริเวณทะเลจีนใต้ทั้งจีน เกาหลี และญี่ปุ่น  มีแหล่งธรรมชาติที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม มีประเพณีอันดีงดงาม  มีแม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำชี แม่น้ำมูล และ แม่น้ำโขงมล มีสถานที่แหล่งธรรมะของพระอริยสงฆ์  ดังนั้น การเป็นเมือง “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ในศตวรรษที่ 3 เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง  โดยการพัฒนาอุบลราชธานีให้เป็นมหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียนเริ่มจากการมองปัญหาเรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วนำ  GREEN model มาใช้ในการพัฒนา UBON (U= Unity สามัคคี นครแห่งความฮักแพง, B = Beauty สวยงาม นครแห่งเทียน, O = Optimal เหมาะสมที่สุด นครแห่งการพัฒนา, N = Normal ธรรมดา  นครแห่งธรรม) ให้เกิด BALANCE (B = Best  เป็นสิ่งดีที่สุดเพื่ออุบลราชธานี, A = Acknowledge   เป็นที่ยอมรับของอุบลราชธานี, L = Link  เป็นที่ชื่นชอบของอุบลราชธานี, A = Advantage เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่ออุบลราชธานี, N = Need  เป็นสิ่งที่ต้องการจำเป็นของอุบลราชธานี, C = Center  เป็นสิ่งศูนย์กลางของอุบลราชธานี, E = Excellence เป็นเลิศเพื่ออุบลราชธานี) อย่างยั่งยืน (ตามรูปภาพที่ 3) การใช้ GREEN model ดังกล่าวจะทำให้อุบลราชธานีเป็น “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ในแบบฉบับของราชธานีหนึ่งเดียวที่มีความภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เน้น 3 ธ. และ 4 นคร โดยมีการบริหารจัดการที่ดีด้านอาหาร น้ำ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ที่มีสัมพันธ์กับการพัฒนาด้านการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว ด้านคุณภาพสุขภาพชีวิต ด้านการคมนาคมสัญจร (ทั้งทางบกที่มีถนนหนทางที่รองรับการเชื่อมต่อในพื้นที่ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทางอากาศที่มีสนามบินนานาชาติรองรับการให้บริการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ) โดยอาศัยระบบการพัฒนาการศึกษาในทุกระดับเพื่อทำให้เกิดความสมดุลมีความสุขอย่างยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขความร่วมมือร่วมใจสามัคคีของคนอุบลราชธานีทุกภาคส่วน
รูปภาพที่ 3 การใช้ GREEN model ในการพัฒนา UBON ให้เกิด BALANCE อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
อดีตรองอธิการบดี ม.อุบลฯ (พ.ศ.2545-2555)
กรรมการสภาวิชาการ (ผู้ทรงคุณวุฒิ) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี (พ.ศ.2557-ปัจจุบัน)
ผู้เขียน
3 มิถุนายน 2557

เอกสารอ้างอิง
[1] การสำมะโนประชากรประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2553.  เข้าถึงได้ที่
                URL;  http://webhost.nso.go.th/nso/project/search_cen/result_by_department.jsp
URL;  http://ubumanoon.blogspot.com/2012/06/blog-post.html
[3]  เอกสารหนังสือ “อุบลศึกษา”  เข้าถึงได้ที่
URL;  http://manoonpong.blogspot.com/2014/06/blog-post.html
[4]  สรุปสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มด้านประชากร. เข้าถึงได้ที่
URL;  http://www.hitap.net/healthyresearch/downloads/Handouts%20factors/Hpopulation.pdf 
[5] ประชากรกับการใช้ทรัพยากร การเพิ่ม และการกระจายของประชากร. เข้าถึงได้ที่
URL;  http://life.cpru.ac.th/E%20leaning/07%20Humans%20and%20the%20environment/-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%883.doc-.htm
[6] อานิสงค์ ของการสร้างบุญบารมี ( ทาน, ศีล, ภาวนา )โดย สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายกเข้าถึงได้ที่ URL;  http://www.kanlayanatam.com/sara/sara68.htm
[7] Global water crisis and future food security in an era of climate change. เข้าถึงได้ที่
[8] Global Trends 2030: Alternative Worlds. เข้าถึงได้ที่
[9] THE ENVIRONMENTAL FOOD CRISIS. เข้าถึงได้ที่
[10] แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 11. เข้าถึงได้ที่
[11] Global Change and the Energy Crisis. เข้าถึงได้ที่
[12] ต้นไม้ประจำจังหวัด. เข้าถึงได้ที่ URL; http://www4.eduzones.com/tee18592/8065
[13] ข้อมูลจำนวนโรงเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี สำนักสถิติอุบลราชธานี. เข้าถึงได้ที่
URL; http://123.242.156.42/ubon/component/viewpage.php?id=81&section_id=3&catagory_id=1
[14] สภาการศึกษาอุบลราชธานี. เข้าถึงได้ที่ URL; http://ubumanoon.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3
(ปัจจุบัน- พ.ศ.2635)
ศตวรรษที่สาม ต้องติดตามเมืองอุบลฯ
อุบลฯ ทุกผู้คน จะต้องสนสร้างแปงเมือง

เรื่องดินน้ำลมไฟ ต้องใส่ใจให้ปราดเปรื่อง
สีเขียวป่ารุ่งเรือง ให้ลือเลื่องท่องเที่ยวไทย

นครแห่งอาเซียน ต้องพากเพียรคิดการใหญ่
3 ธ. ต้องก้าวไป เป็นหัวใจ 4 นคร

ทุกอย่างต้องสมดุล พร้อมเกื้อหนุนไม่หยุดหย่อน
ร่วมสร้างอย่าตัดรอน เป็นนครท่องเที่ยวเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๓ มิถุนายน ๒๕๕๗


วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

May 30 วันสถาปนา สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    วันที่ 30 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันสถาปนาการก่อตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย  ซึ่งผมเองที่ผ่านมานั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย โดยท่านอธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี  (อ่านเรื่องราว รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี กับผม ได้ที่ http://ubumanoon.blogspot.com/2012/09/blog-post.html)  ทั้งนี้ ในการเริ่มต้นนั้น ผมได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการและเลขานุการ โครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย  โดยมีท่าน รศ.ดร.เครือวัลย์ โสภาสรรค์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธานคณะกรรมการฯ


(ซึ่งในครั้งนั้นผมในฐานะกรรมการและเลขานุการ ดีใจที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับ พ.ต.อ.ดร.ไพรัช พงษ์เจริญ โครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ม.อุบลฯ) ท่านไพรัช ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พงศพัศ" (ปัจจุบัน คือ พลตำรวจเอก ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ) ท่านเปลี่ยนชื่อใหม่ให้มี "พงศ" (ผมเองเลยเปลี่ยนเช่นกัน จาก มนูญ ศรีวิรัตน์ เป็น มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์ เช่นกัน มนูญ เดิม แปลว่า เป็นที่พอใจ มณูญพงศ์ ก็แปลว่า เป็นที่พอใจของวงศ์ตระกูล เปลี่ยนจาก "น" เป็น "ณ" เพราะ น.หนู มันวิ่งไปวิ่งมา ส่วน ณ.เณร นั้นส่วนมากมักจะอยู่ที่วัดวาอาราม))
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ YouTube : กันเกราเน็ต




ทั้งนี้ มีประวัติความเป็นมาของสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เป็นดังนี้
ประวัติความเป็นมาสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
     ใน พ . ศ . 2538 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ฉบับที่ 8 ( พ . ศ . 2540 –2544) โดยมีโครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่ายรวมอยู่ด้วย และได้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัย ซึ่งสภามหาวิทยาลัยได้มีมติเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 2/2538 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2538 ให้โครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเป็นโครงการใหม่ภายในสำนักงานอธิการบดีและบรรจุไว้ในแผนพัฒนาการศึกษา ระยะที่ 8 ( พ . ศ . 2540 – 2544 ) ของทบวงมหาวิทยาลัย

     มหาวิทยาลัยจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อรับผิดชอบการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ตลอดจนการเตรียมรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็นและนำเสนอขออนุมัติจากทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นส่วนราชการใหม่ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและได้เสนอขอความเห็นต่อคณะกรรมการพระราชกฤษฎีกา
     ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณออกแบบต่อเนื่องจากปี 2538–2541 ในการ ออกแบบและก่อสร้างอาคารสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการออกแบบในปีงบประมาณ 2538 และเริ่มก่อสร้างในปีงบประมาณ 2539 เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นชอบแล้วจึงได้ประกาศในราชกิจจานุเษกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 โดยนายวุฒิณัฐ พรรักษมณี ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ดังนั้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 จึงเป็นวันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย

 (อ้างอิงจาก : http://www.ocn.ubu.ac.th/)
     โดยที่เมื่อครั้งทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการโครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เมื่อ พ.ศ.2537 ได้รับความกรุณาจากท่านอธิการบดี รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อนุมัติให้ผมได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านคอมพิวเตอร์ ณ ศูนย์คอมพิวเตอร์ University of Akron, USA
  

      และหลังจากนั้น ผมได้กลับมาเกี่ยวข้องกับสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2546  โดยได้รับการแต่งตั้งจากท่าน ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในขณะนั้น ให้รักษาการผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย (จนถึง กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ และในขณะเดียวกันผมก็ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน พร้อมทั้งเป็น CIO  : Chief Information Officer ของมหาวิทยาลัย) ซึ่งก็ได้พยายามนำสิ่งดีๆ มาให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเท่าที่จะทำได้
      โดยเมื่อปี พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีครบรอบการสถาปนา 20 ปี ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อยกระดับการเรียนล่วงหน้าด้วยระบบ UCC  โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่วารสาร e-LEADER Vol.21 No.253 March 2010 หน้า 74-76 หรือดูได้ที่ http://www.g-able.com/portal/page/portal/g-able/thai/our_success/success_V22_01/Vol_22_01.pdf
    ครับ ในโอกาสที่วันที่ 30 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันสถาปนา "สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย" จึงขอให้ ดังนี้
วันสถาปนา วันคุณค่าเริ่มก่อตั้ง
เป็นวันรวมกำลัง สร้างพลังสร้างสรรค์ดี
สำนักคอมพิวเตอร์ฯ ล้ำเสมอในไอที
ร่วมกันนำสิ่งดี เสริมไอที ม.อุบลฯ
วันนี้เหมือนวันเกิด สิ่งประเสริฐเป็นมงคล
ร่วมใจกันคิดค้น ม.อุบลฯ เจริญเอย
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
อดีตรักษาการผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗