วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3

อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3
(ปัจจุบัน- พ.ศ.2635)
จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีความพิเศษในหลายๆ ด้าน  กล่าวคือ
เป็นจังหวัดที่พระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม 
เป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อกับต่างประเทศ 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว และ กัมพูชา  
เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำชี แม่น้ำมูล และ แม่น้ำโขง
เป็นจังหวัดที่มีพระอริยสงฆ์จำนวนมาก เช่น  พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทโท)
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นต้น
เป็นจังหวัดที่มีคำว่า “ราชธานี” แห่งเดียวในประเทศไทย
เป็นจังหวัดที่มี ...

จากข้อมูลการสำมะโนประชากรเมื่อ พ.ศ. 2553 จังหวัดอุบลราชธานี มีจำนวนประชากร 1,746,793 [1] โดยที่ในปี พ.ศ.2555 เป็นปีเนื่องในโอกาส 220 ปีแห่งการสถาปนาจังหวัดอุบลราชธานีได้มีการจัดทำ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการอนาคต ... อุบลราชธานี[2]  และจัดทำเอกสารหนังสือ “อุบลศึกษา” [3] เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีตามช่วงระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุบลราชธานีในระยะเวลาศตวรรษที่ 3 (ปัจจุบัน-พ.ศ.2635) จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์จำนวนประชากรของอุบลราชธานี ซึ่งแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยอาจจะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 4 ของประชากร [4] ดังนั้น เนื่องด้วยเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่ มีความเจริญก้าวหน้าควบคู่ไปพร้อมกันกับคุณภาพชีวิตอาจจะเป็นไปได้ที่จำนวนประชากรของจังหวัดอุบลราชธานีในช่วงศตวรรษที่ 3 จะมีจำนวนถึง 2 ล้านคน  เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มจำนวนสูงขึ้นสิ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตามมา คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติจะหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ และผลจากการดำรงชีวิตการประกอบอาชีพของมนุษย์สร้างมลภาวะเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มปริมาณขยะ สร้างมลพิษทางอากาศ  มลพิษทางน้ำ  มลพิษทางดิน  มลพิษของเสีย และภาวะโลกร้อน [5] จากปัญหาดังกล่าวข้างต้นทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นแค่ดิน น้ำ ลม และไฟ มาประชุมรวมกันชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัย [6] ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็หลีกหนีทั้ง 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ กันไม่พ้น เช่นเดียวกันกับเรื่องของอนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 ย่อมจะหลีกหนีไม่พ้นอันเกี่ยวกับเรื่องของ ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างแน่นอน หากว่าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตต่างมีปัญหาเกี่ยวกับดินน้ำลมไฟแทบทั้งสิ้น โดยที่ปัญหาดังกล่าวอาจจะถูกเรียกว่า Earth Crisis, Water Crisis, Wind Crisis และ Fire Crisis ตามลำดับ [7] [8] [9]  ซึ่งแน่นอนในระยะเวลาอันใกล้ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) [10] ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไว้เช่นกันแต่อาจจะไม่ครอบคลุมปัญหาเกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ นอกจากนั้น แผนพัฒนาฯ ดังกล่าวเป็นเพียงระยะเวลาถึงปี พ.ศ.2559 เท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว การพัฒนาอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองปัญหาของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ครบทุกด้านและให้ความสัมพันธ์ในทุกมิติ โดยในเบื้องต้นวิกฤตผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 3 ของอุบลราชธานี ตามรูปภาพที่ 1

รูปภาพที่ 1 แสดงวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับจำนวนประชากรล้วนสัมพันธ์กับ ดิน น้ำ ลม ไฟ

จากรูปภาพที่ 1 เมื่อจำนวนประชากรของจังหวัดอุบลราชธานีมีจำนวนมากสูงขึ้น (อันรวมถึงจำนวนประชากรแฝงซึ่งประกอบด้วยจำนวนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวนแรงงานเนื่องจากการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน) ปัญหาด้านปริมาณขยะที่มีมากขึ้น ปัญหามลพิษทางดินและของเสีย นำไปสู่ “Earth Crisis” ปัญหาด้านมลพิษทางน้ำ นำไปสู่ “Water Crisis” ปัญหามลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ  ภาวะโลกร้อน นำไปสู่ “ Energy Crisis[11] และ ปัญหามลพิษทางดินและมลพิษทางน้ำ คือ “Food Crisis” ตามลำดับ  ซึ่งวิกฤติด้านดิน อาหาร น้ำ และ พลังงาน ต่างส่งผลสัมพันธ์ต่อ “ปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environment Problems)” ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 3 อุบลราชธานีจะต้องตระหนักและจัดหาตัวแบบ (Model) สำหรับจัดการปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความสมดุล (Balance) อย่างยั่งยืน เพื่อจะทำให้เกิดความสุขต่อทุกๆ สิ่งไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ พืชและอื่นๆ ในระบบนิเวศน์ของจังหวัดอุบลราชธานี  โดยตัวแบบดังกล่าว คือ “ตัวแบบสีเขียวสำหรับอุบราชธานี” (GREEN model for UBON)  ซึ่งตัวแบบดังกล่าว คือ “GREEN
เมื่อ
G = Good ใน 3 ธ.  อุบลราชธานีจะต้องทำให้ดีในเรื่อง ธรรมะ (เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองแห่งธรรมะที่มีบูรพาจารย์พระอริยสงฆ์จำนวนมาก เช่น  พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทโท) หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  หลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นต้น)  ธรรมชาติ (เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น อุทยานผาแต้ม อุทยานผาชัน น้ำตกแสงจันทร์ เป็นต้น ) โดยเน้นเรื่อง ธรรมดา  ที่ให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
R = Recycle จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องให้ความสำคัญของการนำวัสดุสิ่งของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์
E = Energy จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องใส่ใจเรื่องของพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานทางเลือกไม่ว่าจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง ปาล์ม เป็นต้น หรือแม้กระทั่งพลังงานจากน้ำเนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีมีเขื่อนจำนวน 2 เขื่อน คือ เขื่อนสิรินธร และ เขื่อนปากมูล
E = Environment จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเมื่อจำนวนประชากรมีมากขึ้นย่อมกระทบต่อปัญหามูลพิษด้านต่างๆ เช่น ขยะ น้ำเสีย อากาศ อันจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน
N = Natural จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องดูแลธรรมชาติให้เป็นแบบ 3 ส. คือ (1) สวยงาม (2) สดชื่น และ (3) สมบูรณ์  
ดังนั้น GREEN จะเป็นตัวแบบที่ “จะต้องดี (ในธรรมะ ธรรมชาติแบบธรรดา) มีการกลับมาใช้ของวัสดุต่างๆ เพื่อทำให้ก่อเกิดการได้มาซึ่งพลังงานหรือการใช้พลังงานทดแทนอันจะทำให้สิ่งแวดล้อมน่าอยู่และก่อประโยชน์ต่อธรรมชาติอย่างยิ่งยืน” ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่จังหวัดอุบลราชธานีควรจะต้องเตรียมการและดำเนินการเพิ่มสีเขียวให้ GREEN model นั่นก็คือ การใช้ต้นยางนา เนื่องจากต้นยางนาเป็นพันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดอุบลราชธานี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานกล้าไม้ยางนาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นำไปปลูกเป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2537 [12]   ดังนั้น หากว่าโรงเรียนระดับประถมศึกษาในระดับประถมและมัธยมศึกษาของจังหวัดอุบลราชธานีจำนวน 1,288  แห่ง  หน่วยงานเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กว่า 238 แห่ง [13] ร่วมมือร่วมใจปลูกต้นยางนาให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้นให้ได้จำนวนอย่างน้อย 800,000 ต้นหรือมากกว่า ภายในปี พ.ศ.2635 จะทำให้จังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่สีเขียวจำนวนมากขึ้น อันจะส่งผลทำให้ E = Environment สิ่งแวดล้อมดียิ่งขึ้น และทำให้ N = Natural ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย อันส่งผลต่อ GREEN model อีกทั้งเป็นการน้อมนำทำตามที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานไว้
ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 โดยใช้ GREEN model มีความสมบูรณ์ครบถ้วนในทุกด้านทุกมิติจะต้องมีความสมดุล “BALANCE” ใน 3 ธ. ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา (ความธรรมดาที่เป็นความพอเพียงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ)  อันมีความสัมพันธ์กับด้านอาหาร น้ำ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาด้านการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว ด้านคุณภาพชีวิตสุขภาพ (ด้านสาธารณสุข ด้านการอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น การคมนาคม)  โดยมีเป้าหมายพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 ไปสู่การเป็น “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ซึ่งประกอบด้วย 4 นคร กล่าวคือ นครแห่งธรรม นครแห่งเทียน นครแห่งการพัฒนา และ นครแห่งความฮักแพง โดยการพัฒนาในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการศึกษาในทุกระดับโดยใช้ “UBON EDUCATION” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ในศตวรรษที่ 3 ของอุบลราชธานีอาจจะเกิด “สภาการศึกษาอุบลราชธานี” [14]  ซึ่งความสัมพันธ์ของการเป็น “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ถูกแสดงตามรูปภาพที่ 2 ดังนี้
รูปภาพที่ 2 การพัฒนาอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน”

สรุป อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3 (ปัจจุบัน- พ.ศ.2635) ซึ่งจะมีความเจริญความก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออุบลราชธานีมีจุดเด่นในด้านการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อกับต่างประเทศ 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว และ กัมพูชา อันสามารถเชื่อมต่อกับประเทศอาเซียนและประเทศในบริเวณทะเลจีนใต้ทั้งจีน เกาหลี และญี่ปุ่น  มีแหล่งธรรมชาติที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม มีประเพณีอันดีงดงาม  มีแม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำชี แม่น้ำมูล และ แม่น้ำโขงมล มีสถานที่แหล่งธรรมะของพระอริยสงฆ์  ดังนั้น การเป็นเมือง “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ในศตวรรษที่ 3 เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง  โดยการพัฒนาอุบลราชธานีให้เป็นมหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียนเริ่มจากการมองปัญหาเรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วนำ  GREEN model มาใช้ในการพัฒนา UBON (U= Unity สามัคคี นครแห่งความฮักแพง, B = Beauty สวยงาม นครแห่งเทียน, O = Optimal เหมาะสมที่สุด นครแห่งการพัฒนา, N = Normal ธรรมดา  นครแห่งธรรม) ให้เกิด BALANCE (B = Best  เป็นสิ่งดีที่สุดเพื่ออุบลราชธานี, A = Acknowledge   เป็นที่ยอมรับของอุบลราชธานี, L = Link  เป็นที่ชื่นชอบของอุบลราชธานี, A = Advantage เป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ต่ออุบลราชธานี, N = Need  เป็นสิ่งที่ต้องการจำเป็นของอุบลราชธานี, C = Center  เป็นสิ่งศูนย์กลางของอุบลราชธานี, E = Excellence เป็นเลิศเพื่ออุบลราชธานี) อย่างยั่งยืน (ตามรูปภาพที่ 3) การใช้ GREEN model ดังกล่าวจะทำให้อุบลราชธานีเป็น “มหานครการท่องเที่ยวแห่งอาเซียน” ในแบบฉบับของราชธานีหนึ่งเดียวที่มีความภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เน้น 3 ธ. และ 4 นคร โดยมีการบริหารจัดการที่ดีด้านอาหาร น้ำ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ที่มีสัมพันธ์กับการพัฒนาด้านการเกษตร ด้านการท่องเที่ยว ด้านคุณภาพสุขภาพชีวิต ด้านการคมนาคมสัญจร (ทั้งทางบกที่มีถนนหนทางที่รองรับการเชื่อมต่อในพื้นที่ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทางอากาศที่มีสนามบินนานาชาติรองรับการให้บริการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ) โดยอาศัยระบบการพัฒนาการศึกษาในทุกระดับเพื่อทำให้เกิดความสมดุลมีความสุขอย่างยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขความร่วมมือร่วมใจสามัคคีของคนอุบลราชธานีทุกภาคส่วน
รูปภาพที่ 3 การใช้ GREEN model ในการพัฒนา UBON ให้เกิด BALANCE อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
อดีตรองอธิการบดี ม.อุบลฯ (พ.ศ.2545-2555)
กรรมการสภาวิชาการ (ผู้ทรงคุณวุฒิ) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี (พ.ศ.2557-ปัจจุบัน)
ผู้เขียน
3 มิถุนายน 2557

เอกสารอ้างอิง
[1] การสำมะโนประชากรประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2553.  เข้าถึงได้ที่
                URL;  http://webhost.nso.go.th/nso/project/search_cen/result_by_department.jsp
URL;  http://ubumanoon.blogspot.com/2012/06/blog-post.html
[3]  เอกสารหนังสือ “อุบลศึกษา”  เข้าถึงได้ที่
URL;  http://manoonpong.blogspot.com/2014/06/blog-post.html
[4]  สรุปสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มด้านประชากร. เข้าถึงได้ที่
URL;  http://www.hitap.net/healthyresearch/downloads/Handouts%20factors/Hpopulation.pdf 
[5] ประชากรกับการใช้ทรัพยากร การเพิ่ม และการกระจายของประชากร. เข้าถึงได้ที่
URL;  http://life.cpru.ac.th/E%20leaning/07%20Humans%20and%20the%20environment/-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%883.doc-.htm
[6] อานิสงค์ ของการสร้างบุญบารมี ( ทาน, ศีล, ภาวนา )โดย สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายกเข้าถึงได้ที่ URL;  http://www.kanlayanatam.com/sara/sara68.htm
[7] Global water crisis and future food security in an era of climate change. เข้าถึงได้ที่
[8] Global Trends 2030: Alternative Worlds. เข้าถึงได้ที่
[9] THE ENVIRONMENTAL FOOD CRISIS. เข้าถึงได้ที่
[10] แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 11. เข้าถึงได้ที่
[11] Global Change and the Energy Crisis. เข้าถึงได้ที่
[12] ต้นไม้ประจำจังหวัด. เข้าถึงได้ที่ URL; http://www4.eduzones.com/tee18592/8065
[13] ข้อมูลจำนวนโรงเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี สำนักสถิติอุบลราชธานี. เข้าถึงได้ที่
URL; http://123.242.156.42/ubon/component/viewpage.php?id=81&section_id=3&catagory_id=1
[14] สภาการศึกษาอุบลราชธานี. เข้าถึงได้ที่ URL; http://ubumanoon.blogspot.com/2013/07/blog-post.html

อนาคตอุบลราชธานีในศตวรรษที่ 3
(ปัจจุบัน- พ.ศ.2635)
ศตวรรษที่สาม ต้องติดตามเมืองอุบลฯ
อุบลฯ ทุกผู้คน จะต้องสนสร้างแปงเมือง

เรื่องดินน้ำลมไฟ ต้องใส่ใจให้ปราดเปรื่อง
สีเขียวป่ารุ่งเรือง ให้ลือเลื่องท่องเที่ยวไทย

นครแห่งอาเซียน ต้องพากเพียรคิดการใหญ่
3 ธ. ต้องก้าวไป เป็นหัวใจ 4 นคร

ทุกอย่างต้องสมดุล พร้อมเกื้อหนุนไม่หยุดหย่อน
ร่วมสร้างอย่าตัดรอน เป็นนครท่องเที่ยวเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๓ มิถุนายน ๒๕๕๗


วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

May 30 วันสถาปนา สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    วันที่ 30 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันสถาปนาการก่อตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย  ซึ่งผมเองที่ผ่านมานั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย โดยท่านอธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี  (อ่านเรื่องราว รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี กับผม ได้ที่ http://ubumanoon.blogspot.com/2012/09/blog-post.html)  ทั้งนี้ ในการเริ่มต้นนั้น ผมได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการและเลขานุการ โครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย  โดยมีท่าน รศ.ดร.เครือวัลย์ โสภาสรรค์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธานคณะกรรมการฯ


(ซึ่งในครั้งนั้นผมในฐานะกรรมการและเลขานุการ ดีใจที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับ พ.ต.อ.ดร.ไพรัช พงษ์เจริญ โครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ม.อุบลฯ) ท่านไพรัช ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พงศพัศ" (ปัจจุบัน คือ พลตำรวจเอก ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ) ท่านเปลี่ยนชื่อใหม่ให้มี "พงศ" (ผมเองเลยเปลี่ยนเช่นกัน จาก มนูญ ศรีวิรัตน์ เป็น มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์ เช่นกัน มนูญ เดิม แปลว่า เป็นที่พอใจ มณูญพงศ์ ก็แปลว่า เป็นที่พอใจของวงศ์ตระกูล เปลี่ยนจาก "น" เป็น "ณ" เพราะ น.หนู มันวิ่งไปวิ่งมา ส่วน ณ.เณร นั้นส่วนมากมักจะอยู่ที่วัดวาอาราม))
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ YouTube : กันเกราเน็ต




ทั้งนี้ มีประวัติความเป็นมาของสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เป็นดังนี้
ประวัติความเป็นมาสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
     ใน พ . ศ . 2538 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้จัดทำแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ฉบับที่ 8 ( พ . ศ . 2540 –2544) โดยมีโครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่ายรวมอยู่ด้วย และได้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัย ซึ่งสภามหาวิทยาลัยได้มีมติเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 2/2538 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2538 ให้โครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเป็นโครงการใหม่ภายในสำนักงานอธิการบดีและบรรจุไว้ในแผนพัฒนาการศึกษา ระยะที่ 8 ( พ . ศ . 2540 – 2544 ) ของทบวงมหาวิทยาลัย

     มหาวิทยาลัยจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อรับผิดชอบการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ตลอดจนการเตรียมรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็นและนำเสนอขออนุมัติจากทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นส่วนราชการใหม่ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและได้เสนอขอความเห็นต่อคณะกรรมการพระราชกฤษฎีกา
     ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณออกแบบต่อเนื่องจากปี 2538–2541 ในการ ออกแบบและก่อสร้างอาคารสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการออกแบบในปีงบประมาณ 2538 และเริ่มก่อสร้างในปีงบประมาณ 2539 เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นชอบแล้วจึงได้ประกาศในราชกิจจานุเษกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2540 โดยนายวุฒิณัฐ พรรักษมณี ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย ดังนั้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 จึงเป็นวันสถาปนาสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย

 (อ้างอิงจาก : http://www.ocn.ubu.ac.th/)
     โดยที่เมื่อครั้งทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการโครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เมื่อ พ.ศ.2537 ได้รับความกรุณาจากท่านอธิการบดี รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อนุมัติให้ผมได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านคอมพิวเตอร์ ณ ศูนย์คอมพิวเตอร์ University of Akron, USA
  

      และหลังจากนั้น ผมได้กลับมาเกี่ยวข้องกับสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2546  โดยได้รับการแต่งตั้งจากท่าน ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในขณะนั้น ให้รักษาการผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย (จนถึง กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ และในขณะเดียวกันผมก็ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน พร้อมทั้งเป็น CIO  : Chief Information Officer ของมหาวิทยาลัย) ซึ่งก็ได้พยายามนำสิ่งดีๆ มาให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเท่าที่จะทำได้
      โดยเมื่อปี พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีครบรอบการสถาปนา 20 ปี ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อยกระดับการเรียนล่วงหน้าด้วยระบบ UCC  โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่วารสาร e-LEADER Vol.21 No.253 March 2010 หน้า 74-76 หรือดูได้ที่ http://www.g-able.com/portal/page/portal/g-able/thai/our_success/success_V22_01/Vol_22_01.pdf
    ครับ ในโอกาสที่วันที่ 30 พฤษภาคม เป็นวันคล้ายวันสถาปนา "สำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย" จึงขอให้ ดังนี้
วันสถาปนา วันคุณค่าเริ่มก่อตั้ง
เป็นวันรวมกำลัง สร้างพลังสร้างสรรค์ดี
สำนักคอมพิวเตอร์ฯ ล้ำเสมอในไอที
ร่วมกันนำสิ่งดี เสริมไอที ม.อุบลฯ
วันนี้เหมือนวันเกิด สิ่งประเสริฐเป็นมงคล
ร่วมใจกันคิดค้น ม.อุบลฯ เจริญเอย
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
อดีตรักษาการผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗



วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

รศ.ดร.อดุลย์ อภินันทร์ กับเรื่องน้ำฝึ้ง

เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นการบันทึกช่วยจำเกี่ยวกับ "รศ.ดร.อดุลย์ อภินันทร์ กับเรื่องน้ำฝึ้ง" รศ.ดร.อดุลย์ อภินันท์ อดีตคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง กรรมการสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ทรงคุณวุฒิ) 

       เรื่องเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ หลังจากเย็นวันหนึ่งของงานสวดพระอภิธรรมของท่าน ผศ.ดร.วสุ อมฤตสุทธิ์ ที่วัดผาสุการาม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผมได้รับเกียรติจากท่าน รศ.ดร.อดุลย์ อภินันท์ เชิญไปร่วมรับประทานอาหารเย็นต่อ เพื่อให้ง่ายต่อการบันทึก ผมขออนุญาตเรียกท่าน รศ.ดร.อดุลย์ อภินันท์ ว่า "ท่าน" ก็แล้วกันนะครับ    เมื่อได้มีโอกาสได้พูดคุยกับท่าน ท่านก็สอบถามผมว่า   "ทำไมวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จึงไม่มีพิธีถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลฯ แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี"

หมายเหตุ ท่านได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ มาแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ และ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ ตามลำดับ (ซึ่งเป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) 

ผมได้นำเรียนท่านว่า เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานั้น หลังจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว ผมในฐานะประธานสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำกัด ได้ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลฯ เช่นเดียวกันครับ แต่เป็นในนามของคณะกรรมการสหกรณ์ออมทร้พย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นจำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท  แล้วท่านก็ถามผมต่อว่า "แล้วทำไมมหาวิทยาลัยไม่จัดให้มีการถวายเงินละ"  ผมตอบไปว่า "อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ครับ" 




          มาถึงตอนนี้ ท่านได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อครั้งหลายสิบปีก่อนขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น คณะเกษตรศาสตร์ได้ถวาย "น้ำผึ้ง" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เนื่องในวโรกาสพระองค์เสด็จพระราชทานดำเนินฯ พระราชทานปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และในปีนั้นปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงตรัสถามว่า "ปีนี้ ผึ้งขี้เกียจ หรือ ผึ้งประท้วงเหรอ"  เมื่อเป็นดังนั้นทำให้ผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องรีบหาน้ำผึ้งของคณะเกษตรศาสตร์กันยกใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถจัดหาไปถวายได้เนื่องจากไม่ได้จัดเตรียมไว้ทัน และในปีต่อมา พิธีพระราชทานปริญญาบัตรฯ คณะเกษตรศาสตร์ ได้จัดเตรียมน้ำผึ้งเพื่อถวายเช่นเคย  และเช่นเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงตรัสว่า "ปีนี้ ผึ้งเลิกขี้เกียจ เลิกประท้วงกันแล้วเหรอ"

เมื่อท่าน รศ.ดร.อดุลย์ เล่าถึงตอนนี้ ท่านได้ให้ข้อคิดว่า "อันไหนดีๆ แล้ว เราก็ควรทำกระทำเป็นประจำและทำให้ดียิ่งขึ้นๆ เหมือนกันกับพิธีถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลฯ เป็นต้น"

ครับที่ผมบันทึกเรื่องราวนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ ของค่ำคืนหนึ่งที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่าน รศ.ดร.อดุลย์ ก็ทำให้ผมได้รับสิ่งดีๆ ได้ข้อคิดที่สำคัญในการใช้ชีวิตในการทำงาน นับได้ว่าเป็นบุญอย่างยิ่งครับ  

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ผู้บันทึก 
๒๙ เมษายน ๒๕๕๗ 


 

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ความเป็นมาของสถานีบริการน้ำมัน ม.ุอุบลฯ

      เนื่องจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีห่างจากตัวอำเภอวารินชำราบกว่า ๙ กิโลเมตร (ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร) ทำให้ที่ผ่านมาในอดีตบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเวลาที่จะต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจำเป็นอย่างยิ่งในการเดินทางไปกลับเกือบ ๒๐ กิโลเมตร  ทั้งนี้ เมื่อการประชุมสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ครั้งที่ ๗/๒๕๓๔ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๑ ได้เห็นชอบโครงการจัดตั้งธนาคาร ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (อ้างอิงที่ http://www.lib.ubu.ac.th/archive_ubu/data/sp2534-7.pdf)



    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นดำเนินงานของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอาจจะยังมีจำนวนบุคลากรและนักศึกษาจำนวนไม่มากนัก ทำให้การลงทุนจัดตั้งธนาคาร ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร ภาคเอกชนอาจจะยังไม่มีความพร้อมในเรื่องประเด็นความุคุ้มค่าในการลงทุน จวบจนต่อมาเมื่อได้มีการประกาศใช้ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.๒๕๔๗"  ทำให้ส่วนราชการต่างๆ เริ่มมีการดำเนินการจัดตั้งสถานีบริการน้ำมันในหน่วยงานราชการ  ตัวอย่างเช่น พ.ศ.๒๕๕๐  มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (ที่มี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นในฐานะสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพรชบุรี) ได้ดำเนินโครงการสร้างสถานีบริการน้ำมัน (อ้างอิงที่ http://www.thaipr.net/general/139991 ) 


     กล่าวสำหรับ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ระเบียบวาระที่ ๕.๘ ได้เห็นชอบให้จัดตั้งสถานีบริการน้ำมัน (อ้างอิงที่ http://www.ubu.ac.th/~councilubu/report/120080626150041.pdf )     






และต่อมาที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๕/๒๕๕๒ วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ (หน้า ๓) ได้กำหนดแนวทางแผนการจัดหารายได้ เกี่ยวกับประเด็นการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด



   จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าการดำเนินงานในส่วนของการจัดสร้างสถานีบริการน้ำมัน (เพื่อสวัสดิการ ม.อุบลฯ) นั้น เป็นการดำเนินงานที่สอดรับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ (พ.ศ.๒๕๔๗) เป็นการดำเนินงานตามมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๕๓๔) และมีมติสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๕๕๐) รองรับในการดำเนินงาน  นอกจากนั้น เป็นการก่อเกิดรายได้ตามที่สภามหาวิทยาลัย (พ.ศ.๒๕๕๒) ได้ให้นโยบายไว้ ทั้งนี้ รายได้ที่เกิดขึ้นจะเป็นงบประมาณสำหรับการจัดสวัสดิการให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอันเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.๒๕๔๗ และที่สำคัญ คือ ทำให้นักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้รับประโยชน์จากการใช้บริการที่ไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการเดินทางไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกับอำเภอวารินชำราบในการใช้บริการสถานีน้ำมัน ก่อให้เกิดความปลอดภัยและประหยัด นอกจากนั้น ประชาชนทั่วไปใกล้กับบริเวณมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็ได้รับประโยชน์จากสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ผู้บันทึกเรื่องราว
อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๕๕)


วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

บ้านพระพร ณ อุบลราชธานี

-->
         สิ่งที่ได้รับจากบ้านพระพร  (มูลนิธิพระพรอุบลราชธานี http://bless-ubon.org/index.php/ติดต่อเรา-contact.html) ในวันนี้  ทำให้ทราบว่า ณ จังหวัดอุบลราชธานี มีสถานที่การกุศลอีกแห่งหนึ่งที่ให้ความดูแลเด็กกำพร้าที่มาจากที่อื่นๆ ไม่ใช่จังหวัดอุบลราชธานีอย่างเดียวสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ (ทั้งสองท่าน ณ บ้านพระพร) ได้อุทิศตนทำให้ทราบว่า จิตอาสาจิตที่เป็นผู้ให้นั้นเป็นอย่างไร เด็กๆ เหล่านี้ ๑๘ คน พวกเขาไม่มีความผิดในการได้เกิดมา เพียงแต่พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้อยู่กับบิดามารดาผู้ให้กำเนิด อาจจะด้วยเหตุผลบางประการ 


ตัวอย่างที่เห็นในรูปภาพ เด็กเล็กทั้งคู่ฝาแฝดกัน “น้องเบส กับ น้องบอล” ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่บ้านพระพร นับโชคดีที่ยังมีแม่ตัวจริงอยู่ด้วย ซึ่งจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยความรู้สึกของความเป็นแม่ ถึงแม้ว่าโชคชะตาจะนำพาให้น้องเบสน้องบอลได้เกิดมาโดยที่ไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น (แต่ผมก็เชื่อว่า ทั้งน้องเบสและน้องบอล จะสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน ถ้าท่านไม่เชื่อผม อีก ๒๐ ปี กลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ)

(น้องเบสและน้องบอล กับคุณแม่พระพรและคุณแม่ของเบสบอล)

คุณแม่สอนให้เด็กทุกคนมีวินัยร่วมกัน อยู่ร่วมกันด้วยความรักซึ่งกันและกันให้ความเอื้อเฟื้อต่อกัน  และที่สำคัญคือ จะต้องให้การศึกษากับเด็กทุกๆ คน จนกว่าพวกเขาเหล่านี้จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้  ซึ่งสิ่งที่ผมได้พูดคุยกับคุณแม่พระพรในวันนี้ คือ เด็กทุกคนที่กำลังเรียนศึกษาในโรงเรียนต่างๆ (ระดับต่างๆ) เช่น โรงเรียนเทพพิทักษ์พิทยา (เอกชน) โรงเรียนวิจิตราพิทยา (รัฐ) และวิทยาลัยสารพัดช่าง นั้น โดยการเรียนสมัยนี้ นักเรียนทุกคนจะต้องทำรายงานส่งครูโดยใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่ง ณ บ้านพระพร แห่งนี้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ อยู่ ๒ – ๓ เครื่องแต่ใช้ได้เครื่องเดียวเท่านั้น โดยในแต่ละคืนคุณแม่จะต้องมาจัดการใช้คอมพิวเตอร์ให้ลูกๆ เหล่านี้เพื่อได้ทำรายงานส่งครูที่โรงเรียน โดยจะอนุญาตให้ใช้ไม่เกินคนละ ๓๐ นาที (ผมก็เลยคิดว่า แล้วหนึ่งคืนมันมีกี่ชั่วโมงกันละนี่)  ก็เลยบอกคุณแม่ไปว่า หากมีโอกาสผมจะลองขอเครื่องคอมพิวเตอร์ของคณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ มาให้ที่บ้านพระพร


สำหรับการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กที่นี้ หากเป็นเด็กเล็กชั้นประถมซึ่งจะเรียนที่โรงเรียนเทพพิทักษ์พิทยา คุณแม่ก็จะขับรถสามล้อไปส่งเนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวไม่ไกลจากบ้านพระพรมากนัก ส่วนเด็กโตที่จะต้องเรียนที่โรงเรียนวิจิตรพิทยาก็ให้นั่งรถประจำทาง (วิ่งระหว่างวารินชำราบ-พิบูลมังสาหาร) อย่างไรก็ตาม เวลาหน้าฝนจะเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะถนนทางเข้าบ้านพระพรเป็นถนนดินหินลูกรัง ฝนตกลงมาเรียบร้อยหมดน้ำท่วม (ประมาณเกือบครึ่งหน้าแข้งเห็นจะได้) เด็กๆ ก็จะต้องเดินลุยออกไปปากทางถนนใหญ่แล้วค่อยไปใส่ถุงเท้ารองเท้าแล้วไปโรงเรียน โดยที่ผ่านมานักการเมืองท้องถิ่นเวลาจะเลือกตั้งก็สัญญาว่าจะมาดำเนินการให้  แต่พอเลือกตั้งแล้วก็หายหน้าไปหมด (อันนี้น่าจะเป็นธรรมชาติของนักการเมืองไทย)
นอกจากนั้น คุณแม่ยังได้ให้ข้อมูลว่า เด็กทุกคนจะมีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วยไข้ แต่ก็ยังโชคดีหน่อยที่มีบัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกโรคได้ช่วยเหลือ แต่ว่าบางครั้งที่ลูกๆ เจ็บป่วยตอนกลางคืน การเดินทางไปโรงพยาบาลค่อนข้างจะลำบาก เนื่องจากสามล้อเครื่องที่มีอยู่ก็ไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร แต่คุณแม่ยังเล่าก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่มีเพียงมอเตอร์ไชต์เท่านั้น  



อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ เวลาท่านข้าวเด็กทุกคนจะมีช้อนรับประทานอาหารเป็นของตนเอง ดังนั้น สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นการฝึกฝนให้ลูกๆ  คือ "ให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ" (เพราะหากใครทำช้อนหาย ก็คงไม่ได้ทานข้าวอย่างแน่นอน) ดังรูปภาพข้างล่างนี้


        สิ่งหนึ่งที่คุณแม่พระพรได้ฝากผมไว้   คือ อยากให้ลูกๆ เด็กๆ พวกนี้ได้มีโอกาส โอกาสที่ดีในการศึกษาในระดับที่พวกเขาเหล่านี้จะมีศักยภาพ  และหากมีผู้มีจิตศรัทธาจะบริจาคเรื่องหนังสือ ขอเป็นหนังสือทางวิชาการ (การ์ตูนไม่เอานะครับ บันเทิงก็ไม่เอา) เพื่อลูกๆ เด็กๆ จะได้อ่านเพิ่มเติมความรู้ให้ได้มากที่สุด

        และอีกสิ่งหนึ่งคุณแม่แห่งบ้านพระพรได้กำหนดไว้คือ เด็กทุกคนจะไม่ให้โทรศัพท์ถึงแม้ว่าจะมีญาตินำมาให้ก็ตามแต่ ผมก็เลยถามกลับว่า “ทำไมละครับคุณแม่”  คุณแม่ได้อธิบายเพิ่มเติม “ว่าโทรศัพท์ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นของเด็กในบ้านพระพร เพราะจะทำให้พวกเขาเสียเวลากับเรื่องของโทรศัพท์” ผมก็เลยไม่ถามต่อครับ

       สุดท้าย ที่ผมจะขออนุญาตสรุปอีกครั้ง คือ ณ บ้านพระพร เป็นบ้านที่ได้ให้ความอบอุ่นสำหรับเด็กที่ไม่มีโอกาสที่ดีเหมือนกับพวกเรา  ดังนั้น หากเป็นไปได้ท่านใดที่อยู่วารินชำราบ หรือ อุบลราชธานี หากวันหยุดท่านไม่มีที่ไป ลองไปที่แห่งนี้นะครับ แล้วท่านจะพบว่า “ชีวิตของคนเรานั้นมีค่าอย่างมาก หากมีโอกาสก็ลองให้โอกาสกับพวกเขาเหล่านี้” นะครับ  

ชีวิตคนมีค่า   ลองนำพาหาโอกาส
เสริมสร้างความสามารถ   บริจาคช่วยเหลือคน

โอกาสไม่เหมือนกัน  หากช่วยกันย่อมหลุดพ้น
ชีวิตต้องดิ้นรน ต้องอดทนรับผิดชอบ

มามืดไปสว่าง สร้างหนทางตามที่ชอบ
ทุกอย่างจิตสั่งบอก  คิดรอบคอบจะสุขเอย


มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒ เมษายน ๒๕๕๗

หมายเหตุ 
๒ เมษายน ๒๕๕๗ ทำบุญ ณ บ้านพระพร
ขอเรียนเชิญทำบุญเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กที่บ้านพระพร ในวัน ๒ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๑.๓๐ น. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในคล้ายวันพระราชสมภพพระองค์ท่าน 
ดูรูปภาพประกอบเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.680419468671028.1073742089.100001089437635&type=1