วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ความเป็นมาของสถานีบริการน้ำมัน ม.ุอุบลฯ

      เนื่องจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีห่างจากตัวอำเภอวารินชำราบกว่า ๙ กิโลเมตร (ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร) ทำให้ที่ผ่านมาในอดีตบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเวลาที่จะต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจำเป็นอย่างยิ่งในการเดินทางไปกลับเกือบ ๒๐ กิโลเมตร  ทั้งนี้ เมื่อการประชุมสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ครั้งที่ ๗/๒๕๓๔ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๑ ได้เห็นชอบโครงการจัดตั้งธนาคาร ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร ในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (อ้างอิงที่ http://www.lib.ubu.ac.th/archive_ubu/data/sp2534-7.pdf)



    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นดำเนินงานของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอาจจะยังมีจำนวนบุคลากรและนักศึกษาจำนวนไม่มากนัก ทำให้การลงทุนจัดตั้งธนาคาร ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร ภาคเอกชนอาจจะยังไม่มีความพร้อมในเรื่องประเด็นความุคุ้มค่าในการลงทุน จวบจนต่อมาเมื่อได้มีการประกาศใช้ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.๒๕๔๗"  ทำให้ส่วนราชการต่างๆ เริ่มมีการดำเนินการจัดตั้งสถานีบริการน้ำมันในหน่วยงานราชการ  ตัวอย่างเช่น พ.ศ.๒๕๕๐  มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (ที่มี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นในฐานะสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพรชบุรี) ได้ดำเนินโครงการสร้างสถานีบริการน้ำมัน (อ้างอิงที่ http://www.thaipr.net/general/139991 ) 


     กล่าวสำหรับ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ระเบียบวาระที่ ๕.๘ ได้เห็นชอบให้จัดตั้งสถานีบริการน้ำมัน (อ้างอิงที่ http://www.ubu.ac.th/~councilubu/report/120080626150041.pdf )     






และต่อมาที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ ๕/๒๕๕๒ วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ (หน้า ๓) ได้กำหนดแนวทางแผนการจัดหารายได้ เกี่ยวกับประเด็นการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด



   จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าการดำเนินงานในส่วนของการจัดสร้างสถานีบริการน้ำมัน (เพื่อสวัสดิการ ม.อุบลฯ) นั้น เป็นการดำเนินงานที่สอดรับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ (พ.ศ.๒๕๔๗) เป็นการดำเนินงานตามมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๕๓๔) และมีมติสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๕๕๐) รองรับในการดำเนินงาน  นอกจากนั้น เป็นการก่อเกิดรายได้ตามที่สภามหาวิทยาลัย (พ.ศ.๒๕๕๒) ได้ให้นโยบายไว้ ทั้งนี้ รายได้ที่เกิดขึ้นจะเป็นงบประมาณสำหรับการจัดสวัสดิการให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอันเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.๒๕๔๗ และที่สำคัญ คือ ทำให้นักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้รับประโยชน์จากการใช้บริการที่ไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการเดินทางไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกับอำเภอวารินชำราบในการใช้บริการสถานีน้ำมัน ก่อให้เกิดความปลอดภัยและประหยัด นอกจากนั้น ประชาชนทั่วไปใกล้กับบริเวณมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็ได้รับประโยชน์จากสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ผู้บันทึกเรื่องราว
อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๕๕)


วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

บ้านพระพร ณ อุบลราชธานี

-->
         สิ่งที่ได้รับจากบ้านพระพร  (มูลนิธิพระพรอุบลราชธานี http://bless-ubon.org/index.php/ติดต่อเรา-contact.html) ในวันนี้  ทำให้ทราบว่า ณ จังหวัดอุบลราชธานี มีสถานที่การกุศลอีกแห่งหนึ่งที่ให้ความดูแลเด็กกำพร้าที่มาจากที่อื่นๆ ไม่ใช่จังหวัดอุบลราชธานีอย่างเดียวสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ (ทั้งสองท่าน ณ บ้านพระพร) ได้อุทิศตนทำให้ทราบว่า จิตอาสาจิตที่เป็นผู้ให้นั้นเป็นอย่างไร เด็กๆ เหล่านี้ ๑๘ คน พวกเขาไม่มีความผิดในการได้เกิดมา เพียงแต่พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้อยู่กับบิดามารดาผู้ให้กำเนิด อาจจะด้วยเหตุผลบางประการ 


ตัวอย่างที่เห็นในรูปภาพ เด็กเล็กทั้งคู่ฝาแฝดกัน “น้องเบส กับ น้องบอล” ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่บ้านพระพร นับโชคดีที่ยังมีแม่ตัวจริงอยู่ด้วย ซึ่งจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยความรู้สึกของความเป็นแม่ ถึงแม้ว่าโชคชะตาจะนำพาให้น้องเบสน้องบอลได้เกิดมาโดยที่ไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น (แต่ผมก็เชื่อว่า ทั้งน้องเบสและน้องบอล จะสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน ถ้าท่านไม่เชื่อผม อีก ๒๐ ปี กลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ)

(น้องเบสและน้องบอล กับคุณแม่พระพรและคุณแม่ของเบสบอล)

คุณแม่สอนให้เด็กทุกคนมีวินัยร่วมกัน อยู่ร่วมกันด้วยความรักซึ่งกันและกันให้ความเอื้อเฟื้อต่อกัน  และที่สำคัญคือ จะต้องให้การศึกษากับเด็กทุกๆ คน จนกว่าพวกเขาเหล่านี้จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้  ซึ่งสิ่งที่ผมได้พูดคุยกับคุณแม่พระพรในวันนี้ คือ เด็กทุกคนที่กำลังเรียนศึกษาในโรงเรียนต่างๆ (ระดับต่างๆ) เช่น โรงเรียนเทพพิทักษ์พิทยา (เอกชน) โรงเรียนวิจิตราพิทยา (รัฐ) และวิทยาลัยสารพัดช่าง นั้น โดยการเรียนสมัยนี้ นักเรียนทุกคนจะต้องทำรายงานส่งครูโดยใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่ง ณ บ้านพระพร แห่งนี้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ อยู่ ๒ – ๓ เครื่องแต่ใช้ได้เครื่องเดียวเท่านั้น โดยในแต่ละคืนคุณแม่จะต้องมาจัดการใช้คอมพิวเตอร์ให้ลูกๆ เหล่านี้เพื่อได้ทำรายงานส่งครูที่โรงเรียน โดยจะอนุญาตให้ใช้ไม่เกินคนละ ๓๐ นาที (ผมก็เลยคิดว่า แล้วหนึ่งคืนมันมีกี่ชั่วโมงกันละนี่)  ก็เลยบอกคุณแม่ไปว่า หากมีโอกาสผมจะลองขอเครื่องคอมพิวเตอร์ของคณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ มาให้ที่บ้านพระพร


สำหรับการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กที่นี้ หากเป็นเด็กเล็กชั้นประถมซึ่งจะเรียนที่โรงเรียนเทพพิทักษ์พิทยา คุณแม่ก็จะขับรถสามล้อไปส่งเนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวไม่ไกลจากบ้านพระพรมากนัก ส่วนเด็กโตที่จะต้องเรียนที่โรงเรียนวิจิตรพิทยาก็ให้นั่งรถประจำทาง (วิ่งระหว่างวารินชำราบ-พิบูลมังสาหาร) อย่างไรก็ตาม เวลาหน้าฝนจะเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะถนนทางเข้าบ้านพระพรเป็นถนนดินหินลูกรัง ฝนตกลงมาเรียบร้อยหมดน้ำท่วม (ประมาณเกือบครึ่งหน้าแข้งเห็นจะได้) เด็กๆ ก็จะต้องเดินลุยออกไปปากทางถนนใหญ่แล้วค่อยไปใส่ถุงเท้ารองเท้าแล้วไปโรงเรียน โดยที่ผ่านมานักการเมืองท้องถิ่นเวลาจะเลือกตั้งก็สัญญาว่าจะมาดำเนินการให้  แต่พอเลือกตั้งแล้วก็หายหน้าไปหมด (อันนี้น่าจะเป็นธรรมชาติของนักการเมืองไทย)
นอกจากนั้น คุณแม่ยังได้ให้ข้อมูลว่า เด็กทุกคนจะมีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วยไข้ แต่ก็ยังโชคดีหน่อยที่มีบัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกโรคได้ช่วยเหลือ แต่ว่าบางครั้งที่ลูกๆ เจ็บป่วยตอนกลางคืน การเดินทางไปโรงพยาบาลค่อนข้างจะลำบาก เนื่องจากสามล้อเครื่องที่มีอยู่ก็ไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร แต่คุณแม่ยังเล่าก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่มีเพียงมอเตอร์ไชต์เท่านั้น  



อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ เวลาท่านข้าวเด็กทุกคนจะมีช้อนรับประทานอาหารเป็นของตนเอง ดังนั้น สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นการฝึกฝนให้ลูกๆ  คือ "ให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ" (เพราะหากใครทำช้อนหาย ก็คงไม่ได้ทานข้าวอย่างแน่นอน) ดังรูปภาพข้างล่างนี้


        สิ่งหนึ่งที่คุณแม่พระพรได้ฝากผมไว้   คือ อยากให้ลูกๆ เด็กๆ พวกนี้ได้มีโอกาส โอกาสที่ดีในการศึกษาในระดับที่พวกเขาเหล่านี้จะมีศักยภาพ  และหากมีผู้มีจิตศรัทธาจะบริจาคเรื่องหนังสือ ขอเป็นหนังสือทางวิชาการ (การ์ตูนไม่เอานะครับ บันเทิงก็ไม่เอา) เพื่อลูกๆ เด็กๆ จะได้อ่านเพิ่มเติมความรู้ให้ได้มากที่สุด

        และอีกสิ่งหนึ่งคุณแม่แห่งบ้านพระพรได้กำหนดไว้คือ เด็กทุกคนจะไม่ให้โทรศัพท์ถึงแม้ว่าจะมีญาตินำมาให้ก็ตามแต่ ผมก็เลยถามกลับว่า “ทำไมละครับคุณแม่”  คุณแม่ได้อธิบายเพิ่มเติม “ว่าโทรศัพท์ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นของเด็กในบ้านพระพร เพราะจะทำให้พวกเขาเสียเวลากับเรื่องของโทรศัพท์” ผมก็เลยไม่ถามต่อครับ

       สุดท้าย ที่ผมจะขออนุญาตสรุปอีกครั้ง คือ ณ บ้านพระพร เป็นบ้านที่ได้ให้ความอบอุ่นสำหรับเด็กที่ไม่มีโอกาสที่ดีเหมือนกับพวกเรา  ดังนั้น หากเป็นไปได้ท่านใดที่อยู่วารินชำราบ หรือ อุบลราชธานี หากวันหยุดท่านไม่มีที่ไป ลองไปที่แห่งนี้นะครับ แล้วท่านจะพบว่า “ชีวิตของคนเรานั้นมีค่าอย่างมาก หากมีโอกาสก็ลองให้โอกาสกับพวกเขาเหล่านี้” นะครับ  

ชีวิตคนมีค่า   ลองนำพาหาโอกาส
เสริมสร้างความสามารถ   บริจาคช่วยเหลือคน

โอกาสไม่เหมือนกัน  หากช่วยกันย่อมหลุดพ้น
ชีวิตต้องดิ้นรน ต้องอดทนรับผิดชอบ

มามืดไปสว่าง สร้างหนทางตามที่ชอบ
ทุกอย่างจิตสั่งบอก  คิดรอบคอบจะสุขเอย


มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒ เมษายน ๒๕๕๗

หมายเหตุ 
๒ เมษายน ๒๕๕๗ ทำบุญ ณ บ้านพระพร
ขอเรียนเชิญทำบุญเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กที่บ้านพระพร ในวัน ๒ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๑.๓๐ น. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในคล้ายวันพระราชสมภพพระองค์ท่าน 
ดูรูปภาพประกอบเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.680419468671028.1073742089.100001089437635&type=1

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

๒๕ ปี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในมุมมองของข้าพเจ้า

   ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะมีอายุครบรอบ ๒๕ ปีของการสถาปนาหรือการก่อตั้งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ.๒๕๓๓ โดยเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๖ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร รุ่นที่ ๑ และพิธีเปิดมหาวิทยาลัย พวกเราชาวมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีควรจะต้องน้อมนำพระราโชวาทในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ว่า “การสร้างอนาคตแจ่มใสและมั่นคงของบัณฑิตกับการสร้างมหาวิทยาลัยก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ จะต้องมีการวางแผนและตระเตรียมที่ถูกต้องรอบคอบ ต้องมีการสำรวจและปรับปรุงตนเองอยู่ตลอดเวลา ให้มีความรู้ ความสามารถ ความคิดความอ่านที่ก้าวหน้าทั่วถึง ทันสมัย ทั้งต้องสังวรระวังที่ใช้วิชาและความคิดเห็นอย่างละเอียดสุขุมให้ได้ประโยชน์สูงสุด” Youtube : ;https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=v8XZ449uShQ
 
    โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีครบรอบการสถาปนา ๒๐ ปี ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อยกระดับการเรียนล่วงหน้าด้วยระบบ UCC  โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่วารสาร e-LEADER Vol.21 No.253 March 2010 หน้า 74-76 หรือดูได้ที่ http://www.g-able.com/portal/page/portal/g-able/thai/our_success/success_V22_01/Vol_22_01.pdf







        กล่าวสำหรับปี พ.ศ.๒๕๕๘ นับว่าเป็นปีที่พิเศษเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเจริญพรรษา ๕ รอบ ดังนั้น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อาจจะพิจารณาสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี โดยอาจจะตั้งชื่ออาคารว่า “ เทพสถิต” หมายถึง “องค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สถิตในดวงใจของประชาราษฎร์”  หรือ อาจจะจัดสร้างสวนเฉลิมพระเกียรติ “สวนเบญจสิริน”   (ข้อมูลประกอบเพิ่มเติมที่อาจจะเกี่ยวข้อง http://ubumukajmanoon.blogspot.com/2013/10/blog-post.html)

     นอกจากนั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้กำหนดเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยคือ "ภูมิปัญญาแห่งภูมิภาคลุ่มน้าโขง"  โดยเอกลักษณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากในโอกาสที่มหาวิทายลัยอุบลราชธานีจะครบรอบ ๒๕ ปี  คำถามคือว่า “ภูมิปัญญาแห่งภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” จะแปลงออกมาอย่างไรให้ได้รูปธรรม แน่นอนครับ สำหรับความคิดของผู้เขียนแล้วนั้น มีหลายอย่างที่จำเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้นำด้านภูมิปัญญาให้กับลุ่มน้ำโขง ยกตัวอย่างเช่น 
   - ปัญหาเรื่องน้ำของจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำโขง จะทำอย่างไรที่จะเกิดองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำ ตั้งแต่เรื่องปัญหาน้ำไม่เพียงพอ เรื่องปัญหาน้ำเกิดพอ (น้ำท่วม) http://ubonrajchathani.thaiflood.com/ 
     - ปัญหาเรื่องผลผลิตทางการเกษตร ทำอย่างไรที่เกษตรจะได้รับการช่วยเหลือในด้านวิชาการองค์ความรู้อันจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี 

     ดังนั้น หากเราได้น้อมนำพระราโชวาทที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานความตอนหนึ่งที่ว่า "จะต้องมีการวางแผนและตระเตรียมที่ถูกต้องรอบคอบ" แล้วเราจะวางแผนและตระเตรียมการสถาปนาการครบรอบ ๒๕ ปี ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในประเด็นอะไรบ้างเรื่องอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน คณาจารย์ บุคลากร ผู้บริหารทุกระดับ จะต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันวางแผนว่า ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ "๒๕ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" จะต้องดำเนินการอะไรบ้าง ใครหน่วยงานใดในมหาวิทยาลัยจะรับผิดชอบดำเนินการ  หากยังคิดไม่ออกผู้เขียนขอเสนอชื่อโครงการ ดังนี้
   
  "โครงการสถาปนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ครบรอบ ๒๕ ปี สร้างสรรค์สิ่งดีเพื่อสังคมไทย"
 โครงการย่อย
 ๑. จัดปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเจริญพรรษา ๖๐ พรรษา ปลูกต้นยางนา ๖,๐๐๐ ต้น
  ๒.  จัดสร้างเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อาคาร ๒๕ ปี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านโดยมีการแสดงพระราชประวิตั อีกทั้งแสดงประวัติการก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ประวัติอธิการบดีผู้ก่อตั้ง อธิการบดีในอดีต ประวัติผู้ทำคุณงามความดีให้มหาวิทยาลัย เช่น ข้าราชการดีเด่น นักศึกษาดีเด่น นักกีฬาดีเด่น ศิษย์เก่าดีเด่น เป็นต้น
  ๓. คิดยังไม่ออก บอกไม่ได้ ดังนั้น ขอให้ทุกท่านช่วยกันคิดนะครับ 


ยี่สิบห้าปี ม.อุบลฯ   เราทุกคนมาร่วมกัน
ช่วยกันมาสร้างสรรค์   พร้อมหน้ากันตระเตรียมงาน
โครงการช่วยกันคิด   มาผูกมิตรร่วมประสาน
ร่วมกันทุกหน่วยงาน   เพื่อก่อการสร้างงานใหญ่
หลายสิ่งต้องเริ่มต้น   ตระเตรียมคนประสานใจ
เวลาไม่คอยใคร      ต้องใส่ใจมาร่วมกัน
ม.อุบลฯเพื่อสังคม   ต้องเหมาะสมและครบครัน
อย่ามัวแต่เกี่ยงกัน    สร้างสัมพันธ์เพื่อบ้านเมือง
ม.อุบลฯ ยี่สิบห้าปี   สร้างสิ่งดีให้ต่อเนื่อง
ร่วมสร้างให้ลือเลื่อง   จะรุ่งเรืองอย่างแน่เอย




มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ
ภาควิชาคณิตศาสตร์ สถิติและคอมพิวเตอร์
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ 
 

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

(ร่าง) โครงการโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (Ubon ratchathani Demonstration Science School :UDSS)


(ร่าง) โครงการโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

(Ubon ratchathani Demonstration Science School :UDSS)


หลักการและเหตุผล

โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (โครงการ วมว.) ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ เริ่มดำเนินโครงการในปีการศึกษา ๒๕๕๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายกำลังการผลิตบุคลากรกำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งประเทศไทยกำลังขาดแคลนเพิ่มเติมจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แห่งเดียวคือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยนำร่อง ๔ แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยในปีการศึกษา ๒๕๕๓ โครงการ วมว.ได้เปิดรับนักเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยการกำกับของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  และในปีการศึกษา ๒๕๕๔ โครงการ วมว.ได้เปิดรับนักเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยการกำกับของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) โดยการกำกับของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ดำเนินการผลิตบัณฑิตในสาขาวิทยาศาสตร์มาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี ทั้งในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษาเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพการสอนสำหรับครูอาจารย์ที่สอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา  ดังนั้น การจัดสร้างโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (Ubon ratchathani Demonstration Science School :UDSS) ณ คณะวิทยาศาสตร์ จะเป็นการดำเนินงานที่สอดรับโครงการ วมว. ข้างต้น อีกทั้ง การเป็นการสอดรับกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์อาคารของสถาบันอุดมศึกษา  ในประเด็น การใช้ทรัพยากรร่วมกันสถาบันอุดมศึกษาสามารถนับชั่วโมงการใช้ห้องเรียนโดยสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันการศึกษาอื่น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า 


วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อเป็นการดำเนินการตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีโครงการ วมว.

๒.    เพื่อเป็นการพัฒนาการบริการวิชาการในด้านเสริมประสิทธิภาพการเรียนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษา

๓.     เพื่อเป็นการดำเนินงานตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์อาคารของสถาบันอุดมศึกษา

๔.     เพื่อเป็นการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ศึกษาให้คุณภาพที่สูงขึ้น


วิธีการดำเนินการ

๑.      ใช้คณาจารย์ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สอนในวิชาหลักด้านวิทยาศาสตร์ และคณาจารย์ของคณะอื่นๆ (เช่น คณะศิลปศาสตร์) สอนวิชาพื้นฐานด้านสังคมศาสตร์และภาษา ทั้งนี้ คณาจารย์ผู้สอนสามารถนำชั่วโมงสอนคิดเป็นภาระงานปกติ โดยได้รับค่าตอบแทนการสอนเป็นรายชั่วโมงๆ ละ ๓๐๐ บาท

๒.    ใช้พื้นที่อาคารวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นสถานที่หลักในการเรียนการสอน โดยใช้ห้องปฏิบัติการเคมี ห้องปฏิบัติการชีววิทยา ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ และห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์  นอกจากนั้น ใช้พื้นที่อาคารกิจกรรม (ตรงข้ามอาคารวิจัย)  สำหรับกิจกรรมทั่วไปในการสิ่งเสริมกิจกรรมนอกการเรียน

๓.     ใช้ห้องพักของมหาวิทยาลัย (หลังเก่า ๒ ชั้น) เป็นที่พักสำหรับนักเรียน

๔.     โดยเริ่มรับเฉพาะนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ ๔ จำนวน ๒ ห้อง (ห้องละ ๒๔ คน)  (ทั้งนี้ วิธีการรับมีเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ (๑) สำหรับนักเรียนเรียนดีทั่วไป  (๒) สำหรับนักเรียนเรียนดีแต่ยากจน และ (๓) สำหรับนักเรียนเรียนดีที่เป็นบุตรของบุคลากรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


งบประมาณในการดำเนินการ (รายรับ)

๑.      เงินค่าเหมาจ่ายบำรุงการศึกษาต่อภาคการศึกษาละ ๔๐,๐๐๐ บาทต่อคน  (หมายเหตุ หากได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลค่าบำรุงการศึกษาอาจจะถูกปรับลดลงตามสัดส่วนที่เหมาะสม)

๒.    เงินบริจาคสนับสนุนจากผู้ปกครองนักเรียนตามจิตศรัทธาเพื่อดำเนินการเป็น “กองทุนโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

๓.     อื่นๆ 


งบประมาณในการดำเนินการ (รายจ่าย)

๑.      ค่าตอบแทนฝ่ายบริหารโครงการ

๒.    ค่าตอบแทนหมวดค่าตอบแทน (ค่าสอน)

๓.     ค่าวัสดุสำนักงานและอุปกรณ์ทางการศึกษา

๔.     ค่าตอบแทนการใช้พื้นที่อาคารและสาธารณูปโภค


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

๑.      ทำให้เกิดผลที่สอดรับกับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีโครงการ วมว.

๒.    ทำให้เกิดการพัฒนาการบริการวิชาการในด้านเสริมประสิทธิภาพการเรียนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษา

๓.     ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในการใช้อาคารที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์อาคารของสถาบันอุดมศึกษา

๔.     ทำให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ศึกษาให้คุณภาพที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน


ระยะเวลาในการดำเนินงาน

-                   มีนาคม- สิงหาคม ๒๕๕๗ จัดทำโครงการเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารคณะ คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย และคณะรัฐมนตรี  (ทั้งนี้ การหลักสูตรเนื้อหาการสอนเหมือนกันกับโรงเรียนอื่นๆ ในโครงการ วมว.)

-                   กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๗ จัดเตรียมความพร้อมด้านกายภาพ และด้านคุณภาพในการเรียนการสอน

-                   มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๘ จัดเตรียมการประชาสัมพันธ์และการรับนักเรียน

-                   เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๘ อบรมสร้างความเข้าใจในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง

-                   ปลายเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๘ เปิดภาคเรียนที่ ๑ โดยเริ่มรับเฉพาะมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๒ ห้อง
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ผู้ร่างโครงการ