วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

บ้านพระพร ณ อุบลราชธานี

-->
         สิ่งที่ได้รับจากบ้านพระพร  (มูลนิธิพระพรอุบลราชธานี http://bless-ubon.org/index.php/ติดต่อเรา-contact.html) ในวันนี้  ทำให้ทราบว่า ณ จังหวัดอุบลราชธานี มีสถานที่การกุศลอีกแห่งหนึ่งที่ให้ความดูแลเด็กกำพร้าที่มาจากที่อื่นๆ ไม่ใช่จังหวัดอุบลราชธานีอย่างเดียวสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ (ทั้งสองท่าน ณ บ้านพระพร) ได้อุทิศตนทำให้ทราบว่า จิตอาสาจิตที่เป็นผู้ให้นั้นเป็นอย่างไร เด็กๆ เหล่านี้ ๑๘ คน พวกเขาไม่มีความผิดในการได้เกิดมา เพียงแต่พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้อยู่กับบิดามารดาผู้ให้กำเนิด อาจจะด้วยเหตุผลบางประการ 


ตัวอย่างที่เห็นในรูปภาพ เด็กเล็กทั้งคู่ฝาแฝดกัน “น้องเบส กับ น้องบอล” ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่บ้านพระพร นับโชคดีที่ยังมีแม่ตัวจริงอยู่ด้วย ซึ่งจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยความรู้สึกของความเป็นแม่ ถึงแม้ว่าโชคชะตาจะนำพาให้น้องเบสน้องบอลได้เกิดมาโดยที่ไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น (แต่ผมก็เชื่อว่า ทั้งน้องเบสและน้องบอล จะสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน ถ้าท่านไม่เชื่อผม อีก ๒๐ ปี กลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ)

(น้องเบสและน้องบอล กับคุณแม่พระพรและคุณแม่ของเบสบอล)

คุณแม่สอนให้เด็กทุกคนมีวินัยร่วมกัน อยู่ร่วมกันด้วยความรักซึ่งกันและกันให้ความเอื้อเฟื้อต่อกัน  และที่สำคัญคือ จะต้องให้การศึกษากับเด็กทุกๆ คน จนกว่าพวกเขาเหล่านี้จะสามารถเลี้ยงตัวเองได้  ซึ่งสิ่งที่ผมได้พูดคุยกับคุณแม่พระพรในวันนี้ คือ เด็กทุกคนที่กำลังเรียนศึกษาในโรงเรียนต่างๆ (ระดับต่างๆ) เช่น โรงเรียนเทพพิทักษ์พิทยา (เอกชน) โรงเรียนวิจิตราพิทยา (รัฐ) และวิทยาลัยสารพัดช่าง นั้น โดยการเรียนสมัยนี้ นักเรียนทุกคนจะต้องทำรายงานส่งครูโดยใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่ง ณ บ้านพระพร แห่งนี้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ อยู่ ๒ – ๓ เครื่องแต่ใช้ได้เครื่องเดียวเท่านั้น โดยในแต่ละคืนคุณแม่จะต้องมาจัดการใช้คอมพิวเตอร์ให้ลูกๆ เหล่านี้เพื่อได้ทำรายงานส่งครูที่โรงเรียน โดยจะอนุญาตให้ใช้ไม่เกินคนละ ๓๐ นาที (ผมก็เลยคิดว่า แล้วหนึ่งคืนมันมีกี่ชั่วโมงกันละนี่)  ก็เลยบอกคุณแม่ไปว่า หากมีโอกาสผมจะลองขอเครื่องคอมพิวเตอร์ของคณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ มาให้ที่บ้านพระพร


สำหรับการเดินทางไปโรงเรียนของเด็กที่นี้ หากเป็นเด็กเล็กชั้นประถมซึ่งจะเรียนที่โรงเรียนเทพพิทักษ์พิทยา คุณแม่ก็จะขับรถสามล้อไปส่งเนื่องจากโรงเรียนดังกล่าวไม่ไกลจากบ้านพระพรมากนัก ส่วนเด็กโตที่จะต้องเรียนที่โรงเรียนวิจิตรพิทยาก็ให้นั่งรถประจำทาง (วิ่งระหว่างวารินชำราบ-พิบูลมังสาหาร) อย่างไรก็ตาม เวลาหน้าฝนจะเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะถนนทางเข้าบ้านพระพรเป็นถนนดินหินลูกรัง ฝนตกลงมาเรียบร้อยหมดน้ำท่วม (ประมาณเกือบครึ่งหน้าแข้งเห็นจะได้) เด็กๆ ก็จะต้องเดินลุยออกไปปากทางถนนใหญ่แล้วค่อยไปใส่ถุงเท้ารองเท้าแล้วไปโรงเรียน โดยที่ผ่านมานักการเมืองท้องถิ่นเวลาจะเลือกตั้งก็สัญญาว่าจะมาดำเนินการให้  แต่พอเลือกตั้งแล้วก็หายหน้าไปหมด (อันนี้น่าจะเป็นธรรมชาติของนักการเมืองไทย)
นอกจากนั้น คุณแม่ยังได้ให้ข้อมูลว่า เด็กทุกคนจะมีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วยไข้ แต่ก็ยังโชคดีหน่อยที่มีบัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกโรคได้ช่วยเหลือ แต่ว่าบางครั้งที่ลูกๆ เจ็บป่วยตอนกลางคืน การเดินทางไปโรงพยาบาลค่อนข้างจะลำบาก เนื่องจากสามล้อเครื่องที่มีอยู่ก็ไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร แต่คุณแม่ยังเล่าก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่มีเพียงมอเตอร์ไชต์เท่านั้น  



อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ เวลาท่านข้าวเด็กทุกคนจะมีช้อนรับประทานอาหารเป็นของตนเอง ดังนั้น สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นการฝึกฝนให้ลูกๆ  คือ "ให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ" (เพราะหากใครทำช้อนหาย ก็คงไม่ได้ทานข้าวอย่างแน่นอน) ดังรูปภาพข้างล่างนี้


        สิ่งหนึ่งที่คุณแม่พระพรได้ฝากผมไว้   คือ อยากให้ลูกๆ เด็กๆ พวกนี้ได้มีโอกาส โอกาสที่ดีในการศึกษาในระดับที่พวกเขาเหล่านี้จะมีศักยภาพ  และหากมีผู้มีจิตศรัทธาจะบริจาคเรื่องหนังสือ ขอเป็นหนังสือทางวิชาการ (การ์ตูนไม่เอานะครับ บันเทิงก็ไม่เอา) เพื่อลูกๆ เด็กๆ จะได้อ่านเพิ่มเติมความรู้ให้ได้มากที่สุด

        และอีกสิ่งหนึ่งคุณแม่แห่งบ้านพระพรได้กำหนดไว้คือ เด็กทุกคนจะไม่ให้โทรศัพท์ถึงแม้ว่าจะมีญาตินำมาให้ก็ตามแต่ ผมก็เลยถามกลับว่า “ทำไมละครับคุณแม่”  คุณแม่ได้อธิบายเพิ่มเติม “ว่าโทรศัพท์ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นของเด็กในบ้านพระพร เพราะจะทำให้พวกเขาเสียเวลากับเรื่องของโทรศัพท์” ผมก็เลยไม่ถามต่อครับ

       สุดท้าย ที่ผมจะขออนุญาตสรุปอีกครั้ง คือ ณ บ้านพระพร เป็นบ้านที่ได้ให้ความอบอุ่นสำหรับเด็กที่ไม่มีโอกาสที่ดีเหมือนกับพวกเรา  ดังนั้น หากเป็นไปได้ท่านใดที่อยู่วารินชำราบ หรือ อุบลราชธานี หากวันหยุดท่านไม่มีที่ไป ลองไปที่แห่งนี้นะครับ แล้วท่านจะพบว่า “ชีวิตของคนเรานั้นมีค่าอย่างมาก หากมีโอกาสก็ลองให้โอกาสกับพวกเขาเหล่านี้” นะครับ  

ชีวิตคนมีค่า   ลองนำพาหาโอกาส
เสริมสร้างความสามารถ   บริจาคช่วยเหลือคน

โอกาสไม่เหมือนกัน  หากช่วยกันย่อมหลุดพ้น
ชีวิตต้องดิ้นรน ต้องอดทนรับผิดชอบ

มามืดไปสว่าง สร้างหนทางตามที่ชอบ
ทุกอย่างจิตสั่งบอก  คิดรอบคอบจะสุขเอย


มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒ เมษายน ๒๕๕๗

หมายเหตุ 
๒ เมษายน ๒๕๕๗ ทำบุญ ณ บ้านพระพร
ขอเรียนเชิญทำบุญเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กที่บ้านพระพร ในวัน ๒ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๑.๓๐ น. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในคล้ายวันพระราชสมภพพระองค์ท่าน 
ดูรูปภาพประกอบเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.680419468671028.1073742089.100001089437635&type=1

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

๒๕ ปี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในมุมมองของข้าพเจ้า

   ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะมีอายุครบรอบ ๒๕ ปีของการสถาปนาหรือการก่อตั้งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ.๒๕๓๓ โดยเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๓๖ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร รุ่นที่ ๑ และพิธีเปิดมหาวิทยาลัย พวกเราชาวมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีควรจะต้องน้อมนำพระราโชวาทในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ว่า “การสร้างอนาคตแจ่มใสและมั่นคงของบัณฑิตกับการสร้างมหาวิทยาลัยก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ จะต้องมีการวางแผนและตระเตรียมที่ถูกต้องรอบคอบ ต้องมีการสำรวจและปรับปรุงตนเองอยู่ตลอดเวลา ให้มีความรู้ ความสามารถ ความคิดความอ่านที่ก้าวหน้าทั่วถึง ทันสมัย ทั้งต้องสังวรระวังที่ใช้วิชาและความคิดเห็นอย่างละเอียดสุขุมให้ได้ประโยชน์สูงสุด” Youtube : ;https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=v8XZ449uShQ
 
    โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีครบรอบการสถาปนา ๒๐ ปี ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อยกระดับการเรียนล่วงหน้าด้วยระบบ UCC  โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่วารสาร e-LEADER Vol.21 No.253 March 2010 หน้า 74-76 หรือดูได้ที่ http://www.g-able.com/portal/page/portal/g-able/thai/our_success/success_V22_01/Vol_22_01.pdf







        กล่าวสำหรับปี พ.ศ.๒๕๕๘ นับว่าเป็นปีที่พิเศษเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเจริญพรรษา ๕ รอบ ดังนั้น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อาจจะพิจารณาสร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี โดยอาจจะตั้งชื่ออาคารว่า “ เทพสถิต” หมายถึง “องค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สถิตในดวงใจของประชาราษฎร์”  หรือ อาจจะจัดสร้างสวนเฉลิมพระเกียรติ “สวนเบญจสิริน”   (ข้อมูลประกอบเพิ่มเติมที่อาจจะเกี่ยวข้อง http://ubumukajmanoon.blogspot.com/2013/10/blog-post.html)

     นอกจากนั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้กำหนดเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยคือ "ภูมิปัญญาแห่งภูมิภาคลุ่มน้าโขง"  โดยเอกลักษณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมากในโอกาสที่มหาวิทายลัยอุบลราชธานีจะครบรอบ ๒๕ ปี  คำถามคือว่า “ภูมิปัญญาแห่งภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” จะแปลงออกมาอย่างไรให้ได้รูปธรรม แน่นอนครับ สำหรับความคิดของผู้เขียนแล้วนั้น มีหลายอย่างที่จำเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้นำด้านภูมิปัญญาให้กับลุ่มน้ำโขง ยกตัวอย่างเช่น 
   - ปัญหาเรื่องน้ำของจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำโขง จะทำอย่างไรที่จะเกิดองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องน้ำ ตั้งแต่เรื่องปัญหาน้ำไม่เพียงพอ เรื่องปัญหาน้ำเกิดพอ (น้ำท่วม) http://ubonrajchathani.thaiflood.com/ 
     - ปัญหาเรื่องผลผลิตทางการเกษตร ทำอย่างไรที่เกษตรจะได้รับการช่วยเหลือในด้านวิชาการองค์ความรู้อันจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี 

     ดังนั้น หากเราได้น้อมนำพระราโชวาทที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานความตอนหนึ่งที่ว่า "จะต้องมีการวางแผนและตระเตรียมที่ถูกต้องรอบคอบ" แล้วเราจะวางแผนและตระเตรียมการสถาปนาการครบรอบ ๒๕ ปี ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีในประเด็นอะไรบ้างเรื่องอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน คณาจารย์ บุคลากร ผู้บริหารทุกระดับ จะต้องมาช่วยกันคิดช่วยกันวางแผนว่า ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ "๒๕ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" จะต้องดำเนินการอะไรบ้าง ใครหน่วยงานใดในมหาวิทยาลัยจะรับผิดชอบดำเนินการ  หากยังคิดไม่ออกผู้เขียนขอเสนอชื่อโครงการ ดังนี้
   
  "โครงการสถาปนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ครบรอบ ๒๕ ปี สร้างสรรค์สิ่งดีเพื่อสังคมไทย"
 โครงการย่อย
 ๑. จัดปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเจริญพรรษา ๖๐ พรรษา ปลูกต้นยางนา ๖,๐๐๐ ต้น
  ๒.  จัดสร้างเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อาคาร ๒๕ ปี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านโดยมีการแสดงพระราชประวิตั อีกทั้งแสดงประวัติการก่อตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ประวัติอธิการบดีผู้ก่อตั้ง อธิการบดีในอดีต ประวัติผู้ทำคุณงามความดีให้มหาวิทยาลัย เช่น ข้าราชการดีเด่น นักศึกษาดีเด่น นักกีฬาดีเด่น ศิษย์เก่าดีเด่น เป็นต้น
  ๓. คิดยังไม่ออก บอกไม่ได้ ดังนั้น ขอให้ทุกท่านช่วยกันคิดนะครับ 


ยี่สิบห้าปี ม.อุบลฯ   เราทุกคนมาร่วมกัน
ช่วยกันมาสร้างสรรค์   พร้อมหน้ากันตระเตรียมงาน
โครงการช่วยกันคิด   มาผูกมิตรร่วมประสาน
ร่วมกันทุกหน่วยงาน   เพื่อก่อการสร้างงานใหญ่
หลายสิ่งต้องเริ่มต้น   ตระเตรียมคนประสานใจ
เวลาไม่คอยใคร      ต้องใส่ใจมาร่วมกัน
ม.อุบลฯเพื่อสังคม   ต้องเหมาะสมและครบครัน
อย่ามัวแต่เกี่ยงกัน    สร้างสัมพันธ์เพื่อบ้านเมือง
ม.อุบลฯ ยี่สิบห้าปี   สร้างสิ่งดีให้ต่อเนื่อง
ร่วมสร้างให้ลือเลื่อง   จะรุ่งเรืองอย่างแน่เอย




มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ
ภาควิชาคณิตศาสตร์ สถิติและคอมพิวเตอร์
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๗ 
 

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

(ร่าง) โครงการโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (Ubon ratchathani Demonstration Science School :UDSS)


(ร่าง) โครงการโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

(Ubon ratchathani Demonstration Science School :UDSS)


หลักการและเหตุผล

โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (โครงการ วมว.) ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ เริ่มดำเนินโครงการในปีการศึกษา ๒๕๕๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายกำลังการผลิตบุคลากรกำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งประเทศไทยกำลังขาดแคลนเพิ่มเติมจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่แห่งเดียวคือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยนำร่อง ๔ แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยในปีการศึกษา ๒๕๕๓ โครงการ วมว.ได้เปิดรับนักเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยการกำกับของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  และในปีการศึกษา ๒๕๕๔ โครงการ วมว.ได้เปิดรับนักเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยการกำกับของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) โดยการกำกับของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ดำเนินการผลิตบัณฑิตในสาขาวิทยาศาสตร์มาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี ทั้งในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์ศึกษาเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพการสอนสำหรับครูอาจารย์ที่สอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา  ดังนั้น การจัดสร้างโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (Ubon ratchathani Demonstration Science School :UDSS) ณ คณะวิทยาศาสตร์ จะเป็นการดำเนินงานที่สอดรับโครงการ วมว. ข้างต้น อีกทั้ง การเป็นการสอดรับกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์อาคารของสถาบันอุดมศึกษา  ในประเด็น การใช้ทรัพยากรร่วมกันสถาบันอุดมศึกษาสามารถนับชั่วโมงการใช้ห้องเรียนโดยสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันการศึกษาอื่น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า 


วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อเป็นการดำเนินการตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีโครงการ วมว.

๒.    เพื่อเป็นการพัฒนาการบริการวิชาการในด้านเสริมประสิทธิภาพการเรียนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษา

๓.     เพื่อเป็นการดำเนินงานตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์อาคารของสถาบันอุดมศึกษา

๔.     เพื่อเป็นการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ศึกษาให้คุณภาพที่สูงขึ้น


วิธีการดำเนินการ

๑.      ใช้คณาจารย์ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สอนในวิชาหลักด้านวิทยาศาสตร์ และคณาจารย์ของคณะอื่นๆ (เช่น คณะศิลปศาสตร์) สอนวิชาพื้นฐานด้านสังคมศาสตร์และภาษา ทั้งนี้ คณาจารย์ผู้สอนสามารถนำชั่วโมงสอนคิดเป็นภาระงานปกติ โดยได้รับค่าตอบแทนการสอนเป็นรายชั่วโมงๆ ละ ๓๐๐ บาท

๒.    ใช้พื้นที่อาคารวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นสถานที่หลักในการเรียนการสอน โดยใช้ห้องปฏิบัติการเคมี ห้องปฏิบัติการชีววิทยา ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ และห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์  นอกจากนั้น ใช้พื้นที่อาคารกิจกรรม (ตรงข้ามอาคารวิจัย)  สำหรับกิจกรรมทั่วไปในการสิ่งเสริมกิจกรรมนอกการเรียน

๓.     ใช้ห้องพักของมหาวิทยาลัย (หลังเก่า ๒ ชั้น) เป็นที่พักสำหรับนักเรียน

๔.     โดยเริ่มรับเฉพาะนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ ๔ จำนวน ๒ ห้อง (ห้องละ ๒๔ คน)  (ทั้งนี้ วิธีการรับมีเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ (๑) สำหรับนักเรียนเรียนดีทั่วไป  (๒) สำหรับนักเรียนเรียนดีแต่ยากจน และ (๓) สำหรับนักเรียนเรียนดีที่เป็นบุตรของบุคลากรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


งบประมาณในการดำเนินการ (รายรับ)

๑.      เงินค่าเหมาจ่ายบำรุงการศึกษาต่อภาคการศึกษาละ ๔๐,๐๐๐ บาทต่อคน  (หมายเหตุ หากได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลค่าบำรุงการศึกษาอาจจะถูกปรับลดลงตามสัดส่วนที่เหมาะสม)

๒.    เงินบริจาคสนับสนุนจากผู้ปกครองนักเรียนตามจิตศรัทธาเพื่อดำเนินการเป็น “กองทุนโรงเรียนสาธิตวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

๓.     อื่นๆ 


งบประมาณในการดำเนินการ (รายจ่าย)

๑.      ค่าตอบแทนฝ่ายบริหารโครงการ

๒.    ค่าตอบแทนหมวดค่าตอบแทน (ค่าสอน)

๓.     ค่าวัสดุสำนักงานและอุปกรณ์ทางการศึกษา

๔.     ค่าตอบแทนการใช้พื้นที่อาคารและสาธารณูปโภค


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

๑.      ทำให้เกิดผลที่สอดรับกับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีโครงการ วมว.

๒.    ทำให้เกิดการพัฒนาการบริการวิชาการในด้านเสริมประสิทธิภาพการเรียนวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษา

๓.     ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในการใช้อาคารที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์อาคารของสถาบันอุดมศึกษา

๔.     ทำให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ศึกษาให้คุณภาพที่สูงขึ้นอย่างยั่งยืน


ระยะเวลาในการดำเนินงาน

-                   มีนาคม- สิงหาคม ๒๕๕๗ จัดทำโครงการเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารคณะ คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย และคณะรัฐมนตรี  (ทั้งนี้ การหลักสูตรเนื้อหาการสอนเหมือนกันกับโรงเรียนอื่นๆ ในโครงการ วมว.)

-                   กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๗ จัดเตรียมความพร้อมด้านกายภาพ และด้านคุณภาพในการเรียนการสอน

-                   มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๘ จัดเตรียมการประชาสัมพันธ์และการรับนักเรียน

-                   เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๘ อบรมสร้างความเข้าใจในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง

-                   ปลายเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๘ เปิดภาคเรียนที่ ๑ โดยเริ่มรับเฉพาะมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๒ ห้อง
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ผู้ร่างโครงการ

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สภาการศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี

ทำไมถึงจะต้องมีสภาการศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ?

จังหวัดอุบลราชธานีมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหลายระดับตั้งแต่ประถมจนถึงระดับอุดมศึกษา
-สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา มีจำนวน ๕ เขต
-สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษาที่ ๒๙ (ดูแลโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอำนาจเจริญ)
-สำนักงานศึกษานอกโรงเรียน
-ระดับอาชีวะ (มีวิทยาลัยอาชีวะ วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพ)
-ระดับอุดมศึกษา (มีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยเอกชนอีก ๒ แห่ง รวมถึงวิทยาลัยพยาบาล และวิทยาลัยสาธารณสุข)

คำถามก็คือว่า สถาบันต่างๆ ข้างต้นได้เคยมีการประชุมร่วมกันในการกำหนดทิศทางการศึกษาของจังหวัดอุบลราชธานีหรือไม่ เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษากันหรือไม่

ดังนั้น หากมีการจัดตั้งสภาการศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี (หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่) เพื่อให้ทุกระดับการมาร่วมกันในการกำหนดนโยบายภาพรวมของจังหวัดด้านการศึกษาหรือระดมความคิดเห็นด้านต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษาของจังหวัดอุบลราชธานี ก็จะดีมิใช่น้อย  เพราะในปัจจุบันนั้น มีสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี สภาการเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี สภาสตรีจังหวัดอุบลราชธานี  แต่สำหรับด้านการศึกษา ... ไม่มีอะไรเลย
               
สิ่งที่ผ่านมา และน่าจะมีการพัฒนาต่อไปเกี่ยวกับด้านการศึกษาของอุบลราชธานี

เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี (นายสุรพล สายพันธ์) ได้มีแนวความคิดเกี่ยวกับด้านการศึกษา แต่ท่านไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะระดับการศึกษาในแต่ละระดับก็มีผู้บังคับบัญชาที่ค่อนข้างจะอิสระกัน ท่านผู้ว่าสุรพลอยากจะให้มีการจัดทำข้อมูลเรื่อง “อุบลศึกษา” อันเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดอุบลราชธานีในทุกมิติทุกด้านตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการตั้งเป็นเมืองอุบลราชธานี ซึ่งผมก็โชคดีที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้มอบหมายให้เป็นคณะกรรมการ โดยสิ่งหนึ่งที่ผมได้นำเสนอต่อที่ประชุมในขณะนั้น คือ

อยากจะให้นำเรื่องอุบลศึกษาใช้ในการสอบเข้าศึกษาต่อในแต่ระดับ เช่น ระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ ๑ ก็ต้องสอบวิชาอุบลศึกษา ระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ ๔ ก็ต้องสอบวิชาอุบลราชธานี และการสอบเข้าสถาบันอาชีวะ หรือ สถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี ทุกคนควรจะสอบวิชาอุบลศึกษา นอกจากนั้น การสอบเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ ของอุบลราชธานี (ทั้งภาครัฐและเอกชน) ก็ควรจะต้องสอบวิชาอุบลศึกษา   และเช่นเดียวกันข้าราชการที่จะถูกโอนย้ายให้มาทำงานที่อุบลราชธานีก็ควรจะต้องสอบวิชาอุบลศึกษา

วิชาอุบลศึกษา อาจจะถูกสอนในรูปแบบภาษาอื่นๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นต้น เพื่อจะเป็นการรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนใน พ.ศ.๒๕๕๘  นอกจากนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับอุบลศึกษาอาจจะนำไปถ่ายทอดในรูปแบบสื่ออื่นที่สามารถเผยแพร่ผ่าน Social Media อันจะเป็นการส่งเสริมการรู้เกี่ยวกับอุบลศึกษาให้มากยิ่งขึ้น

สภาการการศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ควรจะประกอบด้วยอะไร จะดำเนินการอย่างไร ?

อันนี้ ผมไม่สามารถจะเขียนออกมาได้ในตอนนี้ ขอให้ติดตามต่อไป นะครับ

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์ 
ประธานสถานศึกษา ร.ร.จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร
ประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างอาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา มหาราชา (ภูผาเจีย มุกดาหาร)
อดีตรองอธิการบดี ม.อุบลราชธานี (พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๕๕)



วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

อาลัยท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี


           ผมได้เห็นชื่อท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยอุบลราชธานี  สังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งตอนนั้นผมเป็นนักเรียนทุนโครงการพัฒนาอาจารย์ของวิทยาลัยอุบลราชธานี สังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขณะที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่เคยเห็นหน้าตาท่านว่าเป็นคนอย่างไร แต่ในใจคิดว่าก็คงจะใจดีเพราะถ้าไม่อย่างนั้น วิทยาลัยอุบลราชธานีคงจะไม่พิจารณารับผมเป็นนักเรียนทุน เมื่อผมสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ก็เลือกวันที่จะมาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเลือกวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ (ทั้งนี้ เนื่องจากเมืองอุบลราชธานีได้ถูกสถาปนาเป็น  “เมืองอุบลราชธานีศรีวนาไล ประเทศราช” เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๓๓๕) เพื่อจะได้ให้ตัวเองจำอะไรที่ง่ายๆ
            เมื่อกลับมารับใช้ทุนที่อุบลราชธานีเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ วิทยาลัยอุบลราชธานี สังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยมีท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งคิดว่าเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศไทยที่อาจารย์ได้เห็นได้พบกับท่านอธิการบดีทุกๆ วัน  เพราะอาคารอเนกประสงค์ (คณะบริหารศาสตร์ในปัจจุบัน) เป็นทั้งอาคารสำนักงานอธิการบดี คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ โครงการจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ ห้องเรียน และโรงอาหาร และอื่นๆ   ผมเองก็คงคนหนึ่งที่โชคดีที่ได้พบกับท่านรศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี เกือบทุกวัน (ยกเว้นที่ท่านไปราชการ และหรือผมไม่ไปราชการ) ท่านเป็นคนพิเศษที่เจอกันเมื่อไรจะพบกับรอยยิ้มของท่านเสมอ และที่สำคัญคือ ที่หน้าอกของท่านจะมีบัตรประจำตัวของท่านเป็นสีเหลืองตัวหนังสือเป็นสีดำ (เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มี Printer สี) ระบุว่าท่านชื่ออะไร  ก็เลยเป็นตัวอย่างทำให้ผมจะต้องมีบัตรประจำตัวและติดหน้าอกเหมือนกันกับท่าน นั่นเป็นตัวอย่างของผู้นำที่ดีที่ “เมื่อเป็นผู้นำ จะต้องทำให้ดู” และผู้ตามที่ดีจะต้อง “ดูผู้นำ แล้วทำตามในสิ่งที่ดี”
            ผมทำงานอยู่มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๕ คิดว่าทำงานใช้ทุน ๔ ปี แล้วคงจะพอ เพราะมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีไม่มีอะไรเลยในขณะนั้น  แต่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ ท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ได้อนุมัติให้ไปศึกษาดูงาน (พร้อมกับอาจารย์วุฒิณัฐ พรรักษมณี) ที่ The University of Akron, USA เป็นเวลาประมาณ ๑  เดือน และช่วงนี้แหละครับที่เป็นตอนสำคัญที่ผมและท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ได้มีความใกล้ชิดกันอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆ แต่ท่านก็ได้เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผมที่จะต้องมีการตัดสินใจและปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่ออนาคต ขณะที่ศึกษาดูงานที่  The University of Akron, USA ท่านรศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ได้แวะไปเยี่ยมและไปพักด้วยเป็นเวลา ๒-๓ วัน ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ซักเสื้อผ้าให้ท่าน (ถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องซักผ้า) ท่านบอกผมว่าให้อยู่ที่อเมริกาต่ออีกจะหาทุนเรียนต่อให้ โดยการเป็นอาจารย์จะต้องศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ผมเองคิดในใจว่า “ไม่เอาอีกแล้วการเรียนหนังสือ” แต่ท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ก็ได้ให้ข้อคิดที่สำคัญที่ว่า “ความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนจะต้องช่วยเหลือกันในทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ และอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเพื่อไปพัฒนาให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ”
            และเมื่อกลับมาจากการศึกษาดู ที่ University of Akron, USA ท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ผมได้รับความกรุณาจากท่านอีกอย่างเพิ่มเติม คือ  ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการโครงการจัดตั้งสำนักคอมพิวเตอร์และเครือข่าย” โดยโครงการดังกล่าวมีท่าน รศ.ดร.เครือวัลย์ โสภาสรรค์ เป็นประธานโครงการฯ  และท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ก็บอกว่าให้พยายามเรียนต่อ ส่วนเรื่องทุนนั้นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะได้สนับสนุนต่อไป และในเวลาต่อมาผมก็ได้รับอนุญาตให้ไปสอบทุนโครงการพัฒนาอาจารย์ของทบวงมหาวิทยาลัยอีกครั้ง จนวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๙ ก็ได้รับอนุมัติจาก รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ไปศึกษาระดับปริญญาเอก นับได้ว่า ท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี เป็นผู้บังคับบัญชาเป็นผู้นำที่ใส่ใจในรายละเอียดของลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าผมจะเป็นส่วนหนึ่งที่เล็กๆ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็ตาม แต่สิ่งที่ผมได้รับจากท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี คือ “ความรักที่ยิ่งใหญ่” ที่ท่านมีให้  ความรักที่ว่า คือ “ความรักที่ท่านมีต่ออาจารย์ทุกๆ คนของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีด้วยความเท่าเทียมกัน”  และท่านสอนให้เราคิดได้ว่า “ความเจริญก้าวหน้า จะต้องไขว่คว้าด้วยการศึกษา”
            ถึงแม้ว่า ผมจะได้ใช้ชีวิตการทำงานอยู่กับท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี เพียงเล็กน้อย คือ พ.ศ.๒๕๓๕-๒๕๓๙ เป็นเวลาที่สั้นๆ ในฐานะที่ท่านเป็นอธิการบดี ผมเป็นเพียงอาจารย์ตัวเล็กๆ แต่ผมก็ดีใจภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้รับความกรุณาจากท่านในเรื่องการส่งเสริมความรู้ส่งเสริมให้มีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น นับได้ว่าท่านเป็นบุคคลที่มีคุณูปการต่อผมอย่างมากล้น จนไม่รู้ว่าจะบรรยายและทดแทนบุญคุณของท่านได้อย่างไร ได้แต่เพียงบอกตัวเองว่า “เราจะต้องพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้มีความเจริญก้าวหน้าที่สุดเท่าที่ความรู้ความสามารถของเราที่มีอยู่ เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี ที่ได้เคยทำไว้พัฒนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไว้”  ความดีของท่าน รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี อธิการบดี  ผมรับรองได้ว่าทุกท่านทราบกันดีอย่างทั่วกัน ท่านได้สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ สร้างรอยยิ้มให้กับผู้ปกครอง นักศึกษา บัณฑิต ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ความดีนี้จะตราตรึงตราบนานเท่านานให้ลูกหลานกล่าวขานตลอดไป
            รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี    ยอดคนดีของ ม.อุบลฯ
            เราทุกคนล้วนนับถือ           ต่างเรืองลือความดีงาม
            พร้อมกล่าวขานนามว่า       “สมจิตต์ ยอดเศรณี”                       
                                                                        มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์ (อจต.)  ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ 
                                                 รศ.ดร.สมจิตต์ ยอดเศรณี ได้เดินทางไปเยี่ยมที่ 
                                                 The Univerisity of Akron, USA พ.ศ.๒๕๓๗ 
                                                                        

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

(ร่าง) บทสรุปผู้บริหารสำหรับการนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี (สัญจร) ณ จังหวัดสุรินทร์ ในเดือน กรกฏาคม ๒๕๕๕


จากการที่รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔  ได้คำนึงถึงพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก โดยนโยบายของรัฐบาลมีจุดมุ่งหมาย ๓ ประการ คือ
ประการที่หนึ่ง เพื่อนำประเทศไทยไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน การพัฒนาคุณภาพและสุขภาพคนไทยในทุกช่วงวัย ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการอยู่รอดและแข่งขันได้ของเศรษฐกิจไทย
ประการที่สอง เพื่อนำประเทศไทยสู่สังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์ และอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานสากลเดียวกันและมีหลักปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ต่อประชาชนคนไทยทุกคน
ประการที่สาม เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ อย่างสมบูรณ์ โดยสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม และการเมืองและความมั่นคง
        อีกทั้ง จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๔๒๕๕๙) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา ข้อ ๕.๕ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม  โดยข้อ ๕.๕.๓ การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ การเป็นประชาคมอาเซียนนั้นประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานหลักในสาขาการท่องเที่ยว (Tourism) และสาขาการบิน (Air travel) ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดต่อประเทศประชาคมอาเซียน ๒ ประเทศ คือ ลาวและกัมพูชา จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินงานเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนในด้านการท่องเที่ยว โดยมีการกำหนดสาระการท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานีเป็น “เที่ยวก่อนใครในสยาม” (เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานีมีพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามที่ผาชะนะได)  อีกทั้ง สามารถที่จะกำหนดวิสัยทัศน์ของจังหวัดอุบลราชธานีในด้านการท่องเที่ยวเป็น “มหานครแห่งการท่องเที่ยวของอาเซียน” ทั้งนี้ เป็นมหานครแห่งการท่องเที่ยว ๓ ธ ประกอบด้วย (๑) ธ : ธรรมชาติ (เป็นการท่องเที่ยวแห่งธรรมชาติต่างของจังหวัดอุบลราชธานี) (๒) ธ : ธรรมะ (เป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมะ เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นชื่อเป็นเมืองแห่งนักปราชญ์และเมืองแห่งธรรมะ มีแห่งเรียนรู้ด้านธรรมะมากมาย)  และ (๓) ธ : ธรรมดา (เป็นการท่องเที่ยวแห่งธรรมดาของชาวบ้านที่มีผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา วัฒนธรรม สินค้าพื้นถิ่น สินค้า OTOP และการท่องเที่ยว Home Stay กับชาวบ้านต่างที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ดีงาม)  
        ดังนั้น เพื่อเป็นการสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๔๒๕๕๙) และการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานหลักในสาขาการท่องเที่ยว (Tourism) และสาขาการบิน (Air travel) ข้างต้น จังหวัดอุบลราชธานีจึงเสนอแผนงาน “การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนด้านการท่องเที่ยวและการบริการ” โดยมีโครงการดังต่อไปนี้
๑.    โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ ๖ ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี กับ แขวงสาละวัน
๒.    โครงการวางแผนให้มีถนนวงแหวนเลี่ยงเมือง
๓.    โครงการปรับปรุงระบบการจราจรให้เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี
๔.    โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของจังหวัดอุบลราชธานี (การปรับปรุงพื้นที่ศาลากลางหลังเดิมเป็นพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว)
๕.    โครงการปรับปรุงโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
๖.    โครงการปรับปรุงท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี
๗.    โครงการพัฒนาประตูเมืองแสดงความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา
๘.    โครงการพัฒนาแห่งท่องเที่ยว (การสร้างพระพุทธมณฑล การสร้างอุทยานบึงบัว การสร้างสวนสัตว์อุบลราชธานี การพัฒนาสามพันโบก การพัฒนาอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย การพัฒนาอุทยานแห่งชาติผาแต้ม การพัฒนาวัดภูเขาแก้ว เป็นต้น)
๙.    โครงการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
๑๐.                      โครงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมในจังหวัดอุบลราชธานี
        โดยโครงการที่ ๑,,,,  และ ๘ จะเป็นการส่งเสริมด้านท่องเที่ยวแบบ ธ : ธรรมชาติ โครงการที่ ๗ และ ๘ (บางส่วน) จะส่งเสริมด้านท่องเที่ยวแบบ ธ : ธรรมะ และโครงการที่ ๑๐ (อุตสาหกรรมด้านสินค้า OTOP) จะส่งเสริมด้านท่องเที่ยวแบบ ธ : ธรรมดา  ทั้งนี้ โครงการที่ ๕, ๖ และ ๙ จะเป็นการส่งเสริมด้านการบริการ