วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฟุตบอล กับ จ.อุบลฯ และ ม.อุบลฯ

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอลในต่างประเทศ อังกฤษ สเปน เยอรมัน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะเป็นแฟนบอลของทีมต่างๆ ในอังกฤษ กีฬาฟุตบอลในต่างประเทศทำให้เราคนไทยได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง หากจะนำมาเปรียบกับคำขวัญกีฬาของไทยที่ว่า “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” แล้วนั้น ยิ่งทำให้เราคนไทยควรจะต้องทบทวนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุใดละครับ

ฟุตบอลของอังกฤษ เวลาที่นักกีฬาลงเล่นในสนามทุกคนเล่นภายใต้กติกาสากลที่กำหนดไว้ ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนเองไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการทีม กองเชียร์ หรือใครตำแหน่งไหนก็ตาม นักฟุตบอลเมื่อเล่นก็เล่นอย่างเต็มที่ การแข่งขันเสร็จสิ้นลง นักกีฬาเขารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เป็นอย่างดี ทุกคนต่างจับมือกันขอโทษ แสดงความยินดีกับผู้ชนะ และประการสำคัญ หากมีสิ่งที่ใดที่พวกเราได้เล่นรุนแรงในเกมส์การแข่งขัน พวกเราต่างให้อภัยกันและกัน (ซึ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ หากเกี่ยวข้องกับผู้คนหมู่มากจะต้องมีกติกา มีการแข่งขัน เมื่อการแข่งขันจบลงแล้วจะต้อง “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ให้ได้ ประเทศไทยของเราหากเป็นได้อย่างนั้น รับรองได้ว่าการพัฒนาด้านต่างๆ จะเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศอย่างแน่นอน)

กลับมาที่เมืองไทยประเทศไทยของเรา ฟุตบอลได้เข้ามีบทบาทเป็นอย่างมากในการพัฒนาเยาวชนที่มีความสามารถด้านฟุตบอล จังหวัดทุกจังหวัดล้วนมีทีมฟุตบอลประจำจังหวัดโดยอาจจะเป็นนักการเมือง หรือ ท่านผู้ว่าราชการ หรือ ผู้ที่มีฐานะดีและชอบกีฬาฟุตบอล เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างความสามัคคีในจังหวัดที่จะได้มีโอกาสร่วมกันสร้างนักฟุตบอลเยาวชนของจังหวัด ร่วมกันเชียร์ทีมฟุตบอลของจังหวัดตนเอง

ฟุตบอล กับ จ.อุบลฯ ของเราก็นับว่าโชคดีที่ตอนนี้ผู้ว่าราชการ (ท่านสุรพล สายพันธ์) เป็นประธานสโมสรฟุตบอลมีคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน เพื่อทำให้เกิดความสามัคคี ทั้งนี้ การพัฒนาทีมฟุตบอลประจำ จ.อุบลฯ แบบบูรณาการ อาจจะพิจารณายึดหลักการ ดังนี้
หลักการดำเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เมือง ๔ นคร (นครแห่งเทียน นครแห่งธรรม นครแห่งการพัฒนา และนครแห่งการฮักแพง) โดยการพัฒนาทีมฟุตบอลประจำจังหวัดจะทำให้เกิดเป็น "นครแห่งการพัฒนา (กีฬาฟุตบอล)" และ "นครแห่งการฮักแพง (สามัคคีกันช่วยกันเชียร์ทีมฟุตบอลของชาวอุบลฯ)" และใช้ UBON model ในการพัฒนาฟุตบอล

U = Unity คือ เอกภาพ หมายถึง การเล่นฟุตบอลที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีมฟุตบอล เป็นความสมัครสมานสามัคคีกันของทีมฟุตบอลจังหวัดอุบลราชธานีทั้งนักกีฬา ผู้สนับสนุน กองเชียร์

B = Beautify คือ ทำให้เกิดความสุข หมายถึง การเล่นฟุตบอลที่ทำให้เกิดความสุขทั้งผู้เล่นผู้แข่งขัน ผู้สนับสนุน กองเชียร์

O = Opportunity คือ โอกาสที่ดีที่สุด หมายถึง การเล่นฟุตบอลที่ใช้โอกาสในการทำประตูคู่แข่งขันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผู้สนับสนุนกองเชียร์ก็มีส่วนร่วมในการทำประตู กล่าวคือ การเชียร์ที่สร้างสรรค์และมีพลัง อีกทั้ง การให้โอกาสที่ดีๆ สำหรับลูกหลานชาวอุบลราชธานีได้มีโอกาสในการเล่นฟุตบอลและพัฒนาฟุตบอล

N = Never-ending คือ การไม่ยอมหมดสิ้น หมายถึง การเล่นฟุตบอลที่ทั้งทีม (ไม่ว่าจะผู้เล่น ผู้ฝึกสอน ผู้สนับสนุน กองเชียร์) จะไม่มีเวลาที่หมดสิ้นความหวังในการทำประตูของทีมคู่ต่อสู้ เราพร้อมที่ไปสู่เป้าหมายของชัยชนะ กล่าวคือ เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชน

โดยมีวิธีการเบื้องต้น
๑. ปรับเปลี่ยนนโยบายแนวความคิดที่จะใช้นักเตะต่างชาติ ควรจะลดจำนวนนักเตะต่างชาติแล้วหันมาหานักศึกษาที่เป็นลูกหลานคนอุบลฯ หรือกำลังศึกษาที่จังหวัดอุบลฯ เพื่อจะได้ให้เขาเหล่านั้นที่รักกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของตนเองออกมา ซึ่งอาจจะใช้เวลาแต่ก็คงสามารถดำเนินการได้ เพราะอุบลราชธานีเป็นนครแห่งการพัฒนา เราจะต้องมีการพัฒนา

๒. อาจจะต้องให้ทุกๆ ฝ่ายของจังหวัดอุบลราชธานีได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากีฬาฟุตอบอลโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะพิจารณาเป็นประธานสโมสร โดยมีที่ปรึกษาเป็นคณะกรรมการที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดอุบลราชธานี (ทุกท่าน) สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี (ทุกท่าน) อธิการบดีของมหาวิทยาลัยในจังหวัดอุบลราชธานี (ทุกท่าน) ส่วนคณะกรรมการพัฒนาควรจะให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม กล่าวคือ ทุกภาคส่วนควรจะต้องเข้ามาช่วยกัน ใครมีอะไรก็มาช่วยกัน เน้นการมีส่วนร่วมในได้มากที่สุด ซึ่งจะตรงกับนโยบายของจังหวัดอุบลราชธานีเรื่อง นครแห่งการฮักแพง (ซึ่งขณะนี้ ประกาศจังหวัดอุบลราชธานี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกภูมิภาค ดิวิชั้น ๒ จังหวัดอุบลราชธานี โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขัน และ เป็นประธานสโมสร ทั้งนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษา ประกอบด้วย ส.ว.(ทุกท่าน) ส.ส.(ทุกท่าน) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒๒ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี นายกเทศมนตรีทุกแห่ง นายกสมาคมชาวอุบลราชธานี)

๓. อาจจะต้องพิจารณาจัดหาเงินทุนในการพัฒนาเป็นกองทุน ซึ่งคิดว่าหากเราคนอุบลฯ ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือก็จะสามารถทำได้ ภายชื่อว่า “คนอุบลฯ คนละบาท” อันจะเหมือนกันเมื่อครั้งในอดีตที่คนอุบลฯ ได้ร่วมกันคนละบาทในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำมูล

ฟุตบอล กับ ม.อุบลฯ นับว่าเป็นเรื่องควรจะพิจารณาให้ความสำคัญ เพราะ ม.อุบลฯ เป็นสมบัติของชาติเป็นสถาบันการศึกษาที่พัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชน ซึ่งการพัฒนาด้านกีฬาก็เป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันอุดมศึกษาให้ความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะการที่จังหวัดอุบลราชธานีได้พิจารณาให้ใช้สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นสนามเหย้าสำหรับทีมฟุตบอลของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามีข้อดี ดังนี้
๑. เป็นการส่งเสริมกีฬาฟุตบอลให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทั้งนี้ในปัจจุบันนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นนักฟุตบอลของทีมฟุตบอลจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๔ คน อันจะทำให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้มีโอกาสพัฒนาเป็นนักกีฬาอาชีพได้ในอนาคต
๒. เป็นการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในกีฬาฟุตบอล เนื่องจาก เมื่อทีมฟุตบอลประจำจังหวัดอุบลราชธานีใช้สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นสนามเหย้า ทำให้ทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยได้มีโอกาสฝึกซ้อมร่วมกันอันเป็นการเพิ่มศักยภาพของนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้ทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยได้เป็นทีมสำรองมีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันโค้กคัพ อันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการผู้จัดการแข่งขัน
๓. เป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เนื่องจากในการแข่งขันแต่ละครั้งจะเป็นการแข่งขันกับจังหวัดต่างๆ ทำให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษาของจังหวัดต่างๆ ได้เห็นความสำคัญที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีสนับสนุนการกีฬาฟุตบอล
๔. เป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ฝ่ายสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เนื่องจากการแข่งขันในแต่ละครั้งมีนักข่าวโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์มาทำข่าวการแข่งขันกีฬาฟุตบอล ทำให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ทั่วประเทศได้รับทราบว่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีส่งเสริมการกีฬาฟุตบอล
๕. เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้เข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (โดยสามารถนั่งชมในที่นั่งฝั่งตรงข้ามคณะกรรมการจัดการแข่งขัน) ทำให้นักศึกษาได้ใช้เวลาที่เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้เรื่องของกีฬาฟุตบอล
๖. เป็นการดำเนินการ CSR (Corporate Social Responsibility) ด้านกีฬาเพื่อตอบสนองกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่น และนักศึกษา อันจะทำให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็น USR (University Social Responsibility)

อย่างไรก็ดี เมื่อมีข้อดีตามข้างต้นก็ย่อมจะมีข้อเสียเป็นสิ่งที่คู่กันเสมอ คือ การใช้สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นสนามเหย้าอาจจะทำให้มหาวิทยาอุบลราชธานีต้องสนับสนุนด้านกระแสไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณที่เป็นเม็ดเงิน

ครับ เป็นเรื่องของ “ฟุตบอล กับ จ.อุบลฯ และ ม.อุบลฯ” เมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลของทีมจังหวัดอุบลราชธานี เราก็น่าจะพิจารณาการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกๆ ฝ่าย ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงคิดว่า การประชาสัมพันธ์อาจจะดำเนินการดังนี้
๑. ประชาสัมพันธ์ให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชน ในจังหวัดอุบลราชธานีได้เข้าร่วมชมฟุตบอล ณ สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยนั่งด้านกระถ่างคบเพลิง ทั้งนี้ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อ Internet (Web, Blog, Facebook, Guideubon.com อื่นๆ) สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (เทศบาล ตำบล) ในจังหวัดอุบลราชธานี
๒. ประสานให้ชมรมเชียร์ (ชมรม หรือ สโมสร) ของโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยในจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีโอกาสแสดงความสามารถด้านการเชียร์ ณ สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๓. จัดงานการแข่งขันฟุตบอลกับนักกีฬาสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ ในวันเสาร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ โดยทีมดาราช่อง ๓ กับ ทีมกองเชียร์ และ VIP ของจังหวัดอุบลราชธานี เวลา ๑๖.๓๐ น. หลังจากนั้นชมการแสดง Concert ช่อง ๓ สัญจร เวลา ๑๘.๓๐ น. ณ สนามกีฬากลางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
๔. จัดงานการแข่งขันฟุตบอลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๔ พรรษา มหาราชา ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๔ โดยเวลา ๑๙.๐๐ น. ผู้คนชาวจังหวัดอุบลราชธานีร่วมกันจุดเทียนชัยพระถวายพระพร และหลังจากนั้นชมการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างทีมจังหวัดอุบลราชธานีกับทีมเมืองทองยูไนเต็ดหรือทีมอื่นๆ

“รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” หากสามารถปลูกฝังให้เยาวชนไทยของเราได้เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้โดยผ่านกีฬาฟุตบอล รับรองว่าประเทศไทยของเราจะมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับ UBON model

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คนอุบลฯ ? เพื่ออุบลฯ ? (ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนอุบลฯ แต่ก็อยากจะทำเพื่ออุบลฯ)

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าได้มีโอกาสเข้าไปดูฟุตบอลของชาวจังหวัดอุบลราชธานีที่มีชื่อทีมว่า Ubon Tiger Fc ณ สนามเหย้า (คือ สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งก็คือของคนอุบลฯ) ทำให้มีความรู้สึกและเกิดคำถามว่า

“จังหวัดอุบลราชธานีก็เป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภาคอีสานรองจากนครราชสีมา มีผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ตั้ง 11 ท่าน มีมหาวิทยาลัยของรัฐ 2 แห่ง คือ ม.อุบลฯ และ ม.ราชภัฏอุบลฯ และมีมหาวิทยาลัยเอกชนอีก 2 แห่ง และอุบลราชธานีก็มีอะไรอีกต่างๆ มากมายที่เป็นที่รู้จักของคนไทย แล้วทำไมทีมฟุตบอลของชาวจังหวัดอุบลราชธานีถึงได้มีเป็นแบบนี้ ความหมายคือ ทั้งคนดูก็มีจำนวนน้อย นักฟุตบอลก็มีทั้งนักเตะต่างชาติ (ซึ่งไม่รู้ว่าชาติไหนบ้าง) ทั้งที่อุบลราชธานีมีโรงเรียนกีฬาประจำจังหวัด แล้วทำไมเรื่องกีฬาฟุตบอลของอุบลราชธานีถึงเป็นอย่างนี้”

ข้อสงสัยข้อคำถามของผู้เขียนดูอาจจะรุนแรงไปบ้างนะครับ จังหวัดอื่นๆ ตอนนี้มีนักการเมืองมีเศรษฐีของจังหวัดนั้นๆ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนากีฬาฟุตบอลของจังหวัดของพวกเขาเหล่านั้น ผู้เขียนคงจะไม่ไปก้าวล่วงว่าทำไมนักการเมืองเหล่านั้นถึงมีอิทธิพลความสามารถทำให้กีฬาของจังหวัดของเขาสามารถพัฒนาได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่อิจฉาของคนจังหวัดอื่นๆ ตัวอย่างที่บ้านเกิดของผู้เขียน คือ จังหวัดร้อยเอ็ด ประธานสโมสรฟุตบอลของจังหวัดร้อยเอ็ด คือ ท่านเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ (อดีต ส.ส. ร้อยเอ็ด) ท่านเป็นรักกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมากเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย (ซึ่งเราเป็นรุ่นน้องๆ มักจะเรียกพี่เศกสิทธิ์ เขาว่า พี่หนูเอ) เป็นนักกีฬาฟุตบอลของจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นนักกีฬาฟุตบอลของทีมกสิกรไทยในอดีต พูดง่ายๆ คือ เป็นผู้ที่รักกีฬาฟุตบอลแล้วได้มีโอกาสมาทำทีมฟุตบอล ก็เลยทำให้คนร้อยเอ็ดได้มีโอกาสร่วมกันในการสร้างสรรค์ความรักที่ดีๆ เกี่ยวกับกีฬาฟุตบอล

ขอวกกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานี คนอุบลฯ ไปไหนกันหมด คนอุบลฯ นั้นมีศักยภาพมากมายมหาศาลที่จะสามารถร่วมกันพัฒนากีฬาฟุตบอลของจังหวัดให้ดีขึ้นได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมาก หากเราลองคิดใหม่ทบทวนใหม่ว่าหากเราจะเป็นนครแห่งการพัฒนา (กีฬาฟุตบอล) ตามนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว เราควรจะทำอย่างไร ผู้เขียนใคร่ขออนุญาตเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ดังนี้

๑. อาจจะต้องเปลี่ยนนโยบายแนวความคิดที่จะใช้นักเตะต่างชาติ ควรจะลดจำนวนนักเตะต่างชาติแล้วหันมาหานักศึกษาที่เป็นลูกหลานคนอุบลฯ หรือกำลังศึกษาที่จังหวัดอุบลฯ เพื่อจะได้ให้เขาเหล่านั้นที่รักกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของตนเองออกมา ซึ่งอาจจะใช้เวลา แต่ผู้เขียนคิดว่าไม่เป็นไร เพราะอุบลราชธานีเป็นนครแห่งการพัฒนา เราจะต้องมีการพัฒนา

๒. อาจจะต้องให้ทุกๆ ฝ่ายในจังหวัดอุบลราชธานีได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากีฬาฟุตอบอลโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะพิจารณาเป็นประธานสโมสร โดยมีที่ปรึกษาเป็นคณะที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดอุบลราชธานีทุกท่าน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี ท่านอธิการบดีของมหาวิทยาลัยในจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนคณะกรรมการพัฒนาก็ควรจะพิจารณาให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม กล่าวง่ายๆ คือ ทุกภาคส่วนควรจะต้องเข้ามาช่วยกัน ใครมีอะไรก็มาช่วยกัน เน้นการมีส่วนร่วมในได้มากที่สุด ซึ่งจะตรงกับนโยบายของจังหวัดอุบลราชธานีเรื่อง นครแห่งการฮักแพง

๓. อาจจะต้องพิจารณาจัดหาเงินทุนในการพัฒนาเป็นกองทุน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าหากเราคนอุบลฯ ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือก็จะสามารถทำได้ ภายชื่อว่า “คนอุบลฯ คนละบาท” อันจะเหมือนกันเมื่อครั้งในอดีตที่คนอุบลฯ ได้ร่วมกันคนละบาทในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำมูล

ครับ ผู้เขียนยังเชื่อว่าคนอุบลฯ อีกไม่น้อยที่ต้องการจะเห็นความสำเร็จของทีมฟุตบอลประจำจังหวัดอุบลราชธานี ขอย้ำนะครับว่า ทีมฟุตบอลของคนอุบลฯ เพื่อคนอุบลฯ เราคนอุบลฯ ไม่ต้องไปน้อยใจว่าทีมฟุตบอลจังหวัดโน้นจังหวัดนี้เขาถึงมีการพัฒนาเป็นอย่างดีและก้าวไปไกล หลายจังหวัดประสบความสำเร็จด้วยก็เพราะอะไรนั้นผู้เขียนเชื่อว่าเราทราบกันดีว่าเพราะอะไร อย่างไรก็ดี หากคนอุบลฯ เริ่มต้นด้วยการมาร่วมกันสร้างร่วมกันเชียร์ร่วมกันคิดร่วมกันให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการสร้างทีมฟุตบอล เราพยายามอย่าสร้างทีมฟุตบอลโดยการเอาเรื่องเงินมาเป็นตัวตั้ง ใครมีอะไรก็เอามาช่วยกันเท่าที่เราทำได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วผู้เขียนเชื่อว่า คนอุบลฯ จะต้องมีทีมฟุตบอลเพื่อคนอุบลฯ จริงๆ

สุดท้ายและท้ายสุดจริงๆ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะไม่ใช่คนอุบลฯ แต่ก็มามีอาชีพและใช้ชีวิตที่อุบลฯ ก็อยากจะมีส่วนช่วยร่วมในการพัฒนาอุบลราชธานี ตามนโยบายของท่านผู้ว่าราชการที่ว่า นครแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านกีฬาฟุตบอล หากมีอะไรที่ผู้เขียนที่พอช่วยได้ก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และมีความสุขเป็นอย่างมากที่จะได้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมดังกล่าว

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

UBON Model

สืบเนื่องจากที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี (ท่านสุรพล สายพันธ์) ได้กำหนดและมอบนโยบายของจังหวัดอุบลราชธานีเป็น ๔ นคร ประกอบด้วย นครแห่งธรรม นครแห่งเทียน นครแห่งการพัฒนา นครแห่งความฮักแพง และในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ประเทศไทยของเราจะต้องเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ดังนั้น เรื่องของการเตรียมความพร้อมด้านภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างอาเซียนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราชาวจังหวัดอุบลราชธานีควรจะให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาษาอังกฤษ”
อย่างไรก็ดี เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และ นโยบายการเป็นประชาคมอาเซียน ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตนำเสนอ UBON model ตัวแบบอุบลเพื่อการพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นตัวแบบให้ประชาคมอาเซียนหรือต่างประเทศได้รับทราบผ่านภาษาอังกฤษ ที่ว่า UBON model ดังนี้

U = Unity คือ ความเอกภาพ หมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวจังหวัดอุบลราชธานี เป็นความสมัครสมานสามัคคีกัน ซึ่งจะตรงกับนโยบายด้านนครแห่งความฮักแพง
B = Beauty คือ ความสวยงาม หมายถึง ความสวยงามของงานแห่งเทียนเข้าพรรษาของชาวจังหวัดอุบลราชธานี และความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะตรงกับนโยบายด้านนครแห่งเทียน

O = Optimum คือ ภาวะที่ดีที่สุด หมายถึง การกระทำใดๆ ของชาวจังหวัดอุบลราชธานีที่คำนึงถึงสิ่งที่ดีที่สุดตามธรรมชาติและธรรมะ ซึ่งจะตรงกับนโยบายด้านนครแห่งธรรม
N = Network คือ เครือข่าย หมายถึง การพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีในด้านต่างๆ จะต้องทำงานประสานร่วมกันเป็นเครือข่ายทั้งจังหวัดไปด้วยกัน ซึ่งจะตรงกับนโยบายด้านนครแห่งการพัฒนา

ครับ UBON Model ข้างต้นหากว่าได้รับการวิพากษ์วิจารณ์นำเสนอต่อยอดโดยให้ทุกคนชาวจังหวัดอุบลราชธานีได้ร่วมกันให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะ ผู้เขียนรับรองได้ว่าจะทำให้การทำงานของทุกส่วนในจังหวัดอุบลราชธานีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนก้าวเดินไปพร้อมกันในทิศทางเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน ตัวแบบดังกล่าวจะเป็นตัวแบบที่เป็น “การทำงานที่เน้นการสร้างเครือข่ายที่เป็นเอกภาพและมีความสวยงามโดยคำนึงถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับจังหวัดอุบลราชธานี” ที่นี้การประยุกต์ใช้ตัวแบบดังกล่าวจะทำอย่างไรดี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชาวอุบลราชธานีทุกท่านควรจะต้องให้ความสำคัญและออกมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอเพียงแต่นำเสนอเท่านั้นครับ
สำหรับการประยุกต์ใช้กับสถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เขียนก็อยากจะแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ว่าถ้าหากเราต้องการประยุกต์กับมหาวิทยาลัย UBON Model ควรจะเป็นอย่างนี้ได้หรือเปล่าครับ
U = Unity มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมีความสมัครสมานสามัคคีกันทุกระดับทุกหมู่เหล่า ทุกคณะทุกสำนัก

B = Beauty มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีความงามในเรื่องของน้ำใจ และการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับหน้าที่ของแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา บุคลากรและอาจารย์
O = Optimum มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีความดีเป็นที่ตั้งให้นักศึกษา บุคลากรและอาจารย์ได้พร้อมกันปฏิบัติตามหลักของธรรมะ

N = Network มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีความเป็นเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกเพื่อเชื่อมโยงสื่อสารทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป คือ UBON Model สำหรับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอาจจะเป็นตัวแบบที่เราทุกคนอย่างยึดถือในการเรียน การสอน การทำงานที่เน้นเรื่อง ความดี ความงามของจิต ความสามัคคี และ ความเป็นเครือข่ายร่วมกัน ซึ่งหากเป็นดังกล่าวแล้วนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าเราทุกคนไม่ว่าจะอยู่สังคมไหนก็ตามแต่จะสามารถมีความสุขร่วมกันอย่างแน่นอน ดังนั้น เราสามารถทำให้ UBON Model สำเร็จได้ด้วยการเริ่มต้นคิดดี คิดจะทำให้สิ่งที่ดีๆ ถ้าหากเป็นนักศึกษาก็เริ่มต้นจากคิดดีว่าจะต้องตั้งใจเรียนที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีให้สำเร็จในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าหากเป็นบุคลากรเจ้าหน้าที่ก็เริ่มต้นด้วยการคิดดีตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุดต่อมหาวิทยาลัย ถ้าหากเป็นอาจารย์ก็เริ่มต้นด้วยการคิดดีตั้งใจทำหน้าที่สอนเป็นครูที่ดีตามหน้าที่ภาระงานที่กำหนดไว้ ซึ่งเมื่อเริ่มต้นด้วยการคิดดีแล้วสิ่งที่ตามมาคือมันจะงอกเงยความดีและความงามมาในที่สุด เกิดความสามัคคีร่วมกันทำความดีความงามกันเป็นเครือข่ายกันอย่างสมบูรณ์แบบตาม UBON Model ที่กำหนดไว้

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

3G กับการเรียนการสอน

ตามที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด (นายสุรพล สายพันธ์) ได้ลงนาม MOU กับ TOT เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2554 ในการพัฒนาระบบสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดให้มีการพัฒนาระบบ 3G ใช้ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับนักเรียน นักศึกษาและประชาชนอย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้มาแล้ว หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า “G” มันคืออะไรกันแน่
G มาจาก Generation หรือ รุ่น ซึ่งมีผู้รู้ผู้ที่เชี่ยวชาญได้กล่าวถึงระบบ 3G อย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขออนุญาตสรุปสั้นเกี่ยวกับความเป็นมาของ 3G พอเป็นสังเขปประกอบ ดังนี้

1G เป็นการสื่อสารรุ่นแรกที่สื่อสารผ่านระบบโทรศัพท์ที่มีระบบเสียงเท่านั้นระหว่างผู้รับและผู้ส่ง

2G เป็นการสื่อสารรุ่นสองที่สื่อผ่านผ่านระบบโทรศัพท์เหมือนรุ่นแรกเพียงแต่มีความสามารถประสิทธิภาพสูงขึ้นในการเพิ่มในประเด็นของข้อความสั้นหรือที่เราเรียกว่าSMS และ รูปภาพทั้งชนิดนิ่งและเคลื่อนไหว ที่เรียกว่า MMS

3G เป็นการสื่อสารรุ่นที่สามที่เพิ่มประสิทธิภาพจากรุ่นที่สองโดยเพิ่มระดับความสามารถในการส่งข้อมูลที่มีความเร็วที่สูงขึ้นสามารถที่สื่อสารทั้งเสียงทั้งภาพพร้อมกันในลักษณะที่อาจจะเรียกว่า Real Time

ดังนั้น จะเห็นว่า 3G จะทำให้การสื่อสารระหว่างผู้รับผู้ส่ง (ซึ่งอาจจะมีมากกว่า 2 คน ทั้งสองฝั่งในเวลาเดียวกัน) สามารถที่จะติดต่อกันด้วยการที่เห็นหน้าเห็นตาพูดคุยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการสื่อสารระบบ 3G จะหลีกหนีอินเทอร์เน็ตทั้งระบบสายและไร้สายไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบไร้สายที่ทำให้เราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถที่จะเชื่อมต่อติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กล่าวสำหรับคำถามที่ว่า "แล้ว3G มีประโยชน์ของต่อการเรียนการสอนจริงหรือไม่" นั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนในมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีควรที่จะมาแลกเปลี่ยนทัศนคติความคิดเห็นเพื่อจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนอื่นเราทุกคนคงจะยอมรับว่าทุกวันนี้และอนาคตเราไม่สามารถที่จะหนีพ้นการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแน่นอน (เพราะอะไรท่านก็คงจะทราบดี) ที่นี้เรามาลองดูข้อดีประโยชน์ของ 3G ในด้านต่างๆ

ด้านการสอน

สมมติว่าอาจารย์ผู้สอนมีความจำเป็นจะต้องไปราชการต่างจังหวัดโดยด่วนไม่สามารถที่จะเข้าสอนในช่วงเวลาปกติได้ แต่อาจารย์ท่านดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ที่รองรับการใช้งาน 3G และอาจารย์ก็มีอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เช่น SmartPhone Tablet Notebook เป็นต้น และในอุปกรณ์นั้นมีโปรแกรมสำหรับการเชื่อมต่อซึ่งอาจจะเป็น Skype โดยอาจารย์อาจจะส่งข้อความถึงหัวหน้าห้องผ่าน Facebook (เนื่องจากนักศึกษาทุกคนก็มีอุปกรณ์ในการสื่อสารและการเรียนอาจจะเป็น Notebook หรือ โทรศัพท์ที่รองรับ Facebook ให้หัวหน้าห้องเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่อยู่หน้าห้องเรียน (ซึ่งหัวหน้าห้องก็จะต้องมี Account ของ Skype เช่นกัน) ดังนั้น อาจารย์ก็สามารถที่บรรยายสอนได้เสมือนปกติ ประการสำคัญคือ คอมพิวเตอร์ที่อยู่หน้าห้องเรียนจะต้องมีกล้อง (Web Cam) ด้วยเพื่อจะได้เห็นภาพเห็นหน้ากันทั้งสองฝ่ายทั้งผู้เรียนและผู้สอน

ด้านการเรียน

นักศึกษาสามารถใช้อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รองรับ 3G (SmartPhone Tablet Notebook) ในการสืบค้นข้อมูลด้วยความเร็วสูงได้ทุกสถานที่ไม่ว่าจะเป็นโรงอาหาร ห้องนั่งเล่น ใต้ถุนอาคารเรียน หรือที่ไหนก็แล้ว สามารถที่ดูและฟังการสอนของอาจารย์ที่สอนไปแล้ว (ในกรณีที่ห้องเรียนนั้นมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวการสอนของอาจารย์และบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายกลางของมหาวิทยาลัย) ทำให้นักเรียนสามารถทบทวนบทเรียนการสอนของอาจารย์และทำความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น หากนักศึกษามีปัญหาหรือข้อสงสัยในการเรียนก็สามารถที่แลกเปลี่ยนสอบถามอาจารย์ผู้สอนได้ทันทีโดยอาจจะผ่าน Facebook ของรายวิชานั้นๆ ซึ่งจะทำให้นักศึกษาในกลุ่มที่เรียนได้เรียนรู้ได้รับทราบไปด้วยกันพร้อมที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมได้

ด้านการเรียนการสอน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการใช้ 3G นั้นทั้งอาจารย์และนักศึกษาสามารถที่จะได้รับประโยชน์อย่างมาก และสิ่งหนึ่งที่สะดวกต่ออาจารย์ผู้สอน คือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอาจารย์สามารถตรวจงานของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจารย์อาจจะตั้งคำถามไว้ใน twitter ของรายวิชา แล้วให้นักศึกษาตอบคำถามให้ Blog แล้วอาจารย์ก็กำหนดว่าเมื่อทำเสร็จแล้วให้นำ Link ของ blog ไป post ที่กลุ่มรายวิขาใน Facebook ซึ่งจะทำให้ทราบว่านักศึกษาคนใดส่งงานก่อนเพื่อนๆ และเพื่อนนักศึกษาในกลุ่มก็สามารถที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของเพื่อนๆ ผ่าน blog และ Facebook ของกลุ่มรายวิชา นอกจากนั้น อาจจะให้นักศึกษานำเสนอผลงานผ่าน Youtube อาจารย์ก็สามารถตรวจผลงานของนักศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีอินเทอร์เน็ตผ่าน 3G และสามารถมอบหมายให้นักศึกษาทุกคนในกลุ่มรายวิชา comment ผลงานของเพื่อนๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
ครับกล่าวได้ว่า 3G กับการเรียนการสอนนั้นผู้เขียนคิดว่าเราสามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่ออาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หากว่าเราต้องการให้นักศึกษามีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะเริ่มเรียนรู้การใช้ประโยชน์ของระบบ 3G อย่างไรก็ดี ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอความหมายของ 3G สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ดังนี้

G ตัวที่ 1 คือ Growth การเจริญเติบโต หมายถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีการเจริญเติบโตมีความพร้อมที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมและประเทศชาติ
G ตัวที่ 2 คือ Good ความดี หมายถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีสร้างความดีให้กับตัวเองและสังคม พร้อมทั้งสัญญาว่าจะทำความดีให้กับประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์

G ตัวที่ 3 คือ Globalisation โลกาภิวัตน์ หมายถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นผู้ที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านต่างๆ อันจะสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่าหากนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีนำ 3G ข้างต้นไปใช้ในการเรียน เชื่อได้ว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองจนเป็น 4G ในที่สุด สำหรับ G ตัวที่ 4 คอยติดตามในบทความครั้งต่อๆ ไป นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรื่องของ สหกรณ์

ท่านสมาชิก สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำกัด หลายๆ ท่านคงจะทราบความหมายของ สหกรณ์ เป็นอย่างดีว่าหมายถึงอะไร แต่สำหรับผมแล้วอยากจะขออนุญาตเพิ่มเติม

สห น่าจะหมายถึง หลายๆ ส่วน (ที่มากกว่า ๑) ที่ไม่เหมือนกัน เช่น โรงเรียนสห หมายถึง โรงเรียนที่มีนักเรียนชายและหญิงเรียนพร้อมกันในห้องเรียนนั้นๆ

กรณ์ น่าจะหมายถึง มือ (เนื่องจากในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไม่มีความหมายของ "กรณ์" โดยตรง)

ดังนั้น สหกรณ์ น่าจะหมายถึง การที่มีหลายๆ ส่วน หลายๆ มือ ในสมาคมในหน่วยงานมาช่วยเหลือกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการออม (ทรัพย์) สิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินงานของสหกรณ์นั้นกรรมการที่ได้รับเลือกจากท่านสมาชิกและเจ้าหน้าที่จะต้องเข้าใจและได้รับประสบการณ์จากศึกษาดูงานของสหกรณ์ที่ได้ดำเนินการมายาวนาน ด้วยเหตุนี้ แต่ในละปี ทั้งกรรมการและเจ้าหน้าที่ควรจะได้ไปศึกษาและนำสิ่งที่ดีๆ จากสหกรณ์อื่นๆ มาปรับปรุงการทำงานของสหกรณ์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

และในปีนี้ก็เช่นกัน กรรมการและเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ในวันศุกร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔) ดังนั้น ผมในฐานะประธานสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำกัด ขออนุญาต สรุปบาง
ส่วนจากการศึกษาดูงานดังกล่าวข้างต้น ดังนี้

ณ สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด

ได้ให้ความสำคัญ "การออม" ของสมาชิกเป็นหลัก เนื่องจากการส่งเสริมการออม (ทรัพย์) เป็นสิ่งสำคัญมากของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด เพื่อความมั่นคงอยู่ดีกินดีของสมาชิก ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด สามารถนำเงินออมทรัพย์ของสมาชิกไปลงทุนในกิจการต่างๆ ที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าและไม่มีความเสี่ยง (ที่เป็นไปตาม พรบ. สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๒) นอกจากนั้น สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ได้ย้ำเน้น คือ

"การทำมาหาเก็บ ดีกว่า การทำมาหากิน"
การทำมาหาเก็บ จะทำให้เกิดการออมที่ยั่งยืน
ส่วน การทำมาหากิน มันจะไม่เกิดการออมอย่างยั่งยืน (เพราะเรากินหมด)

อย่างไรก็ดี การกู้ก็เพื่อเป็นการสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่ออนาคตที่มั่นคง แต่ที่เรารู้กันดีว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เป็นลาภอันประเสริฐ แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์

อย่างไรก็ดี บางครั้ง การทำงานของสหกรณ์ก็เพื่อ สะดวกต่อผู้ฝาก ลำบากต่อผู้กู้ ความหมาย คือ อะไร ครับ

หมายถึง สหกรณ์จะต้องส่งเสริมให้สมาชิกออมให้มาก แน่นอนครับหากลำบาต่อผู้กู้ สมาชิกอาจจะไม่ชอบ แต่ความหมายดังกล่าว คือ การปล่อยกู้จะต้องให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด เพื่อประโยชน์ของสมาชิกส่วนร่วม

ณ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด

ได้ให้ความสำคัญของการบริการแก่สมาชิก (สมาชิก คือ สหกรณ์ทั้งหลายในประเทศไทย เป็น นิติบุคคล โดยสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำกัด ก็เป็นสมาชิกของชุมนุมเช่นกัน) โดยชุมนมสหกรณ์ฯ ได้ให้ข้อคิดดังนี้
"ยามมี ท่านมาฝาก
ยามยาก ท่านมาถอน
ยามเดือดร้อน ท่านมากู้"
ความหมาย คือ อะไร ผมขออนุญาตขยายเพิ่มเติมข้อความข้างต้น ดังนี้

"ยามมี ท่านมาฝาก" ความหมาย คือ ท่านมีรายได้เพิ่มเติม ท่านก็มาสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ เพื่อสะสมเป็นหุ้นเพื่ออนาคต (เพราะโดยส่วนมาก หุ้นในสหกรณ์มักจะมีเงินปันผลปลายปีมากกว่าธนาคารพาณิชย์) หรือ สมาชิกอาจจะเพิ่มหุ้นในแต่ละเดือน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน (ทั้งนี้ เงินหุ้นสะสมจะได้รับคืนเมื่อลาออกจากการเป็นสมาชิก)

"ยามยาก ท่านมาถอน" ความหมาย คือ เมื่อท่านเป็นสมาชิกสหกรณ์แล้วท่านสามารถฝากเงินออมทรัพย์ (ดอกเบี้ย ก็มักจะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์เช่นกัน และไม่ต้องเสียภาษี เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด) ซึ่งสมาชิกสามารถถอนออกไปใช้จ่ายได้ทุกเวลาเพื่อใช้ในกิจธุระจำเป็นโดยได้รับดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่นำเงินมาฝาก

"ยามเดือดร้อน ท่านมากู้" แน่นอนครับ สมาขิกสหกรณ์ฯ หากเมื่อไรก็ตามที่มีความจำเป็นที่จะใช้เงินในยามที่เดือดร้อนเรื่องใดๆ ท่านสมาขิกสามารถกู้เงินจากสหกรณ์ในกรณีต่างๆ เช่น กู้ฉุกเฉิน (ระยะสั้น) กู้สามัญ (ระยะปานกลาง) กู้พิเศษ (ระยะยาว) เป็นต้น

ดังนั้น จากข้อมูลข้างต้นสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำกัด จะได้นำมาซึ่งการปรับปรุงการบริการแก่สมาชิกฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนอกจากนั้น ผมอยากจะเชิญชวนบุคลากรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีท่านใดที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำกัด ลองพิจารณามาเป็นสมาชิกนะครับ โดยท่านสามารถขอข้อมูลการเป็นสมาชิกได้ที่สำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำกัด (ชั้น ๒ อาคารสำนักงานอธิการบดี หลังเก่า)

"ออมวันนี้เพื่อสิ่งที่ดีในวันหน้า อยากก้าวหน้าจะต้องกล้าลงทุน"
"อยากจะเกื้อหนุน จะต้องมาทำบุญร่วมกัน (ที่สหกรณ์)"

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศิษย์เก่า ม.อุบลฯ (สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ได้มีโอกาสมาร่วมงานการจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล ชิงถ้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นการจัดครั้งแรกของสมาคมฯ (เพราะเนื่องจากสมาคมฯ ได้ถูกก่อตั้งเมื่อปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง) จัด ณ สนามกอล์ฟ เขื่อนสิรินธร อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ได้ทราบว่าการจัดงานครั้งนี้เพื่อจัดหารายได้บางส่วนทูลฯ แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชกุศลฯ ตามพระราชอัธยาศัย และเงินบางส่วนเป็นทุนการศึกษาให้รุ่นน้องๆ ส่วนที่เหลือก็เป็นทุนสำหรับการดำเนินงานของสมาคมศิษย์เก่าฯ
เท่าที่ทราบนั้น สมาคมฯ เกิดขึ้นมาก็ด้วยใจของศิษย์เก่าที่ได้ช่วยกันคนละไม้ละมือในการ่วมกันทำงาน ที่ผ่านมาผู้เขียนอยากจะให้เหล่าอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้มีส่วนร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าฯ ให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้น เพราะอย่างน้อยอาจารย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ศิษย์เหล่านี้ได้สำเร็จการศึกษาไปรับใช้สังคมรับใช้ประเทศชาติ หากว่าอาจารย์มีส่วนร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าฯ อย่างใกล้ชิดมากยิ่งๆ ขึ้นแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าเวลาที่เราปรับปรุงหลักสูตร ทำหลักสูตรใหม่ หรือการใดก็ตามแต่ อาจารย์ก็จะต้องสอบถามศิษย์เก่าว่าที่เราสอนไปนั้น ดีหรือไม่อย่างไร มีอะไรที่จะต้องปรับปรุง อาจารย์ดีหรือยัง อาจารย์ทำอะไรที่ไม่ดีบ้าง อาจารย์ควรจะนำอะไรมาใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์ต่อรุ่นน้อง

ผู้เขียนเองได้มีโอกาสติดตามการทำงานของคณะทำงานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีแล้วมีความรู้สึกว่า มีความสุขมากๆ เพราะทุกคนที่ทำงานนั้น ใช้จิตในการทำงาน จิตที่ว่านั้นคือ จิตที่บริสุทธิ์ที่อยากจะเห็นสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีความเจริญก้าวหน้าให้เหมือนกันมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทุกคนที่ทำงานมีจิตอีกอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งมาก คือ ทุกคนจะไม่เรียกร้องอะไรในการทำงานแต่มีเป้าหมายเดียวกับ คือ ความสำเร็จของงาน โดยในกลุ่ม Facebook คณะทำงานฯ นั้น หลายๆ คนที่เป็นศิษย์เก่าอาจจะไม่ได้มาร่วมทำงาน แต่สิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของคณะทำงานได้ช่วยกัน คือ ให้กำลังใจในการทำงาน เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะ "กำลังใจ" เป็นสิ่งหนึ่งที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้ แต่จะต้องให้กันด้วยความจริงใจ อันนี้ผู้เขียนได้เห็นได้สัมผัสกับสิ่งที่คณะทำงานสมาคมศิษย์เก่าฯ ได้ช่วยกันทำ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนอยากจะให้ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีตั้งแต่รุ่น ๑ จนถึงรุ่นปัจจุบัน ได้สื่อสารกันประสานกันให้มากยิ่งๆ ขึ้น เพราะเมื่อไรก็ตามที่เรารวมตัวกันได้แล้วจะเป็นพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมของสมาคมศิษย์เก่าฯ
สำหรับการจัดกอล์ฟการกุศลฯ ดังกล่าว ผู้เขียนอยากจะสนับสนุนให้จัดเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่อเป็นประเพณี เหมือนกันการจัดแข่งขันฟุตบอล FA cup ของประเทศอังกฤษที่เขาจัดมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี ผู้เขียนคิดว่าเราก็สามารถทำได้เช่นกัน นั้นหมายความว่า ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทุกคนจะต้องมีเป้าหมายเดียวกัน จัดงานเพื่อนำเงินทูลฯ ถวายเป็นพระราชกุศลฯ ตามพระราชอัธยาศัย และนำเงินบางส่วนจัดตั้งกองทุนสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภายใต้โครงการ "พี่ช่วยน้อง พร้อมกันพัฒนาประเทศไทย" ถึงแม้ว่าเราจะพึ่งเริ่มต้นสมาคมฯ แต่หากว่าเรามีความตั้งใจร่วมกันของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจำนวนกว่า ๗,๐๐๐ คน ผู้เขียนเชื่อว่าสมาคมศิษย์เก่าฯ จะเป็นหน่วยงานที่สามารถรวมจิตรวมใจของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทุกคนเป็นหนึ่งเดียว และที่สำคัญผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า อยากจะเห็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทุกท่านได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนสมาคมศิษย์เก่าฯ ให้มีจำนวนมากยิ่งขึ้น ภายใต้โครงการ "อาจารย์ช่วยศิษย์เก่า ศิษย์เก่าช่วยศิษย์ปัจจุบัน"

ครับสุดท้ายนี้ ผู้เขียนก็เป็นส่วนหนึ่ง (เล็กๆ ) ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเท่านั้น หากมีสิ่งใดที่สามารถจะช่วยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ ก็มีความยินดีอย่างยิ่ง และหวังว่าสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงานลักษณะจิตอาสาจิตสาธารณะ ขอให้กำลังใจสู้ต่อไปนะครับ

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อุบลฯ นครแห่งการพัฒนา (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

ผู้เขียนไม่ใช่คนอุบลฯ โดยกำเนิดแต่ก็มาใช้ชีวิตมาทำงานที่อุบลฯ เป็นเวลานานกว่าเกือบ ๒๐ ปี มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสทำงานเพื่อจังหวัดอุบลราชธานีในด้านการศึกษา สำหรับจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ โชคดีมากที่มีคนอุบลฯ โดยกำเนิดมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการ ซึ่งก็คือ ท่านสุรพล สายพันธ์ ดังนั้น จะเห็นว่าเกิดการตื่นตัวในการด้านต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้เข้าติดตาม คือ การที่ท่านผู้ว่าราชการได้ประกาศให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมือง ๔ นคร คือ นครแห่งธรรม นครแห่งเทียน นครแห่งความฮักแพง และ นครแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ที่ท่านผู้ว่า ฯ สุรพลได้เพิ่มเติมและน่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการโดยนำเทคโนโลยีและการสื่อสารมาใช้ในการพัฒนาจังหวัดพร้อมการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายสามจี (๓ G)


ซึ่งนโยบายยุทธศาสตร์ดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นการดำเนินการตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ ๒) ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๖
ยุทธศาสตร์ที่ ๓: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (๒) ขยายประเภทบริการเพิ่มพื้นที่ให้บริการและปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม
ยุทธศาสตร์ที่ ๔: การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการของภาครัฐมุ่งเน้นให้หน่วยงานของรัฐใช้เทคโนโลยีสารสนเท (๓) สร้างความเข้มแข็งด้าน ICT แก่หน่วยงานของรัฐในภูมิภาคในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ดังนั้น จะเห็นว่านโยบายของจังหวัดอุบลราชธานีประการหนึ่งที่ท่านผู้ว่าราชการให้ความสำคัญ คือ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพราะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่ามีความจำเป็นอย่างมาก อันเนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัว การขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ตในครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นระบบอินเทอร์เน็ตที่ผ่านระบบไร้สายที่ให้บริการโดยบริษัทต่างๆ ก็มีส่วนขยายการให้บริการจำนวนมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้เขียนเองถึงแม้ว่าจะสำเร็จการศึกษาด้านที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแต่ก็นานมาแล้วเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ความรู้ที่เล่าเรียนมานั้นไม่ทันสมัยเอาเสียแล้ว เพราะเนื่องจากศาสตร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ทุกวินาทีทุกนาทีทุกชั่วโมงมีการพัฒนาคิดต่อยอดเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับศาสตร์วิชาอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น ศาสตร์ด้านสถิติ ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนสูตรต่างๆ ก็ยังคงใช้งานมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือจะเป็นด้านวิศวฯ ที่สูตรในการคำนวณด้านโครงสร้างก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ขอขอบพระคุณท่านผู้ว่าราชการฯ สุรพล สายพันธ์ ที่ได้กรุณาแต่งตั้งให้ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัด โดยเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของจังหวัดอุบลราชธานี


สำหรับจังหวัดอุบลราชธานีนั้น มีสถาบันที่ผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปีหนึ่งๆ นั้นประมาณหลายร้อยคน กล่าวคือ ม.อุบลฯ ผลิตบัณฑิตประมาณ ๑๐๐ คน ม.ราชภัฏ อุบลฯ ผลิตบัณฑิตประมาณ ๑๐๐ (ผู้เขียนประมาณการเอง) ม.ราชธานี และ ม. การจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น (โปลีฯ) อีกจำนวนหนึ่ง จะเห็นว่าปีหนึ่งๆ นั้น จังหวัดอุบลราชธานีผลิตบัณฑิตด้านนี้จำนวนมาก แล้วบัณฑิตเหล่านี้ไปไหนกัน ไปทำงานที่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ หากเราสามารถทำให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศแล้วละก็จะทำให้ ลูกหลานของเมืองอุบลฯ ของเราไม่ต้องดิ้นรนไปหางานทำที่อื่น เขาเหล่านั้นสามารถที่เปิดบริษัทรับจ้างทำงานที่อุบลฯ ก็ได้ เนื่องจากทุกวันนี้การส่งผลงานหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถส่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นจริงผู้เขียนเชื่อว่าในอนาคตเราสามารถตั้งธงได้เลยว่า “เมืองอุบลฯ จะเป็นนครแห่งการพัฒนา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วมในการทำงานเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ว่าพร้อมกันให้ได้


ที่นี้ในส่วนของผู้เขียนที่ได้รับความกรุณาจากจังหวัดให้เป็นที่ปรึกษานั้น ก็ได้เสนอแนะในเบื้องต้นไว้เป็นดังนี้
๑. เห็นควรพิจารณากำหนดให้จังหวัดอุบลราชธานีกำหนดสัญลักษณ์การเป็นเมือง IT โดยอาจจะ UBITC
UBITC = Ubon ratchathani will be the Information Technology City
UBITC = You will be Information Technology and Communication คุณ (คนอุบล) จะเป็นผู้ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียน การทำงาน การปฏิบัติงาน และธุรกิจด้านต่างๆ
๒. เห็นควรให้ทุกส่วนราชการกำหนดหน้าแรกของ Website หน่วยงานมี Icon UBITC เพื่อเชื่อมต่อกับ Website จังหวัดอุบลราชธานี (www.ubonratchathani.go.th) โดยทั้งนี้ Website จังหวัดอุบลราชธานีควรจะมีข้อมูลที่ประกอบด้วย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน + ๓ (สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยอาจจะขอความอนุเคราะห์สถานบันการศึกษาในจังหวัดช่วยแปล Website ภาษาไทย เป็นภาษาดังกล่าวข้างต้นแล้วนำเข้าข้อมูล๓. เห็นควรพิจารณาใช้ประโยชน์จากระบบ Social Network (Facebook, twitter หรืออื่นๆ ) ที่ไม่จำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่าย โดยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ อาจจะมีบัญชี (Account) ของ Social Network เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับนักเรียน นักศึกษา ประชาชน โดยอาจจะเป็นดังนี้ UBITC-ผู้ว่าราชการอุบลฯ UBICT-ผู้บังคับการตำรวจอุบลฯ UBITC-ผู้อำนวยการเบ็ญจะมะฯ ซึ่งจะทำให้เกิดการติดตามกิจกรรมของหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ อันเป็นการประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจในกิจกรรมต่างๆ พร้อมเป็นช่องทางการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านระบบเครือข่าย หากมีการใช้จำนวนมากขึ้น ทั้งจังหวัดก็จะกลายเป็น UBITC ในที่สุด๔. เห็นควรพิจารณาให้ทุกส่วนราชการที่มีระบบเครือข่ายให้เพิ่มจุดระบบเครือข่ายไร้สายเพื่อบริการนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการของส่วนราชการนั้น โดยให้กำหนดจุดที่บริการให้เด่นชัดมีป้าย UBITC เพื่อให้ประชาชนสามารถขอเข้าใช้บริการได้สะดวก เช่น ในเทศบาลนครอุบลราชธานีควรกำหนดจุดให้บริการระบบเครือข่ายไร้สายและมีจุดที่ให้บริการคอมพิวเตอร์ (ฟรี) แต่กำหนดให้ใช้เพียงครั้งละ ๑๕ นาที เพื่อใช้ในการค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลที่น่าสนใจในเขตเทศบาลหรือจังหวัดอุบลราชธานี และที่สำคัญจะต้องมีการเชื่อมต่อระบบไร้สายต่างๆ ด้วยระบบ ๓G๕. เห็นควรพิจารณาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี เช่น ผาแต้ม สามพันโบก เป็นต้น ติดตั้งกล้องอิเล็กทรอนิกส์ระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถเชื่อมให้เห็นภาพแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว โดยทำให้ประชาชนทั้งในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอื่นๆ ได้เห็น๖. เห็นควรพิจารณารณรงค์การเป็นเมือง IT UBITC ผ่านสื่อต่างๆ และสร้างกลุ่มอาสาสมัครด้าน IT เพื่อรวบรวมเรื่องดีๆ ของเมืองอุบลโดยอาจจะร่วมกับ Guidubon.com หรืออื่นๆ

และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างมากที่จังหวัดอุบลราชธานีของเราในก้าวแรกของการเป็นนครแห่งการพัฒนา (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้มีการลงนาม MOU ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และส่วนราชการ กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สำหรับการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) พร้อมติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สาย (WiFi, ๓G) ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ OTOP CENTER ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงนามดังกล่าวจะเป็นก้าวแรกที่เราชาวจังหวัดอุบลราชธานีจะได้เข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (ผู้เขียนขอเน้นนะครับ) อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอันก่อประโยชน์ในการทำงาน ในการศึกษาเล่าเรียน ในการทำธุรกรรมต่างๆ ก็ขอสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ท่านสุรพล สายพันธ์ ที่ท่านได้นำสิ่งดีๆ มาสู่พวกเราชาวอุบลราชธานี