วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อุบลฯ นครแห่งการพัฒนา (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

ผู้เขียนไม่ใช่คนอุบลฯ โดยกำเนิดแต่ก็มาใช้ชีวิตมาทำงานที่อุบลฯ เป็นเวลานานกว่าเกือบ ๒๐ ปี มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสทำงานเพื่อจังหวัดอุบลราชธานีในด้านการศึกษา สำหรับจังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ โชคดีมากที่มีคนอุบลฯ โดยกำเนิดมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการ ซึ่งก็คือ ท่านสุรพล สายพันธ์ ดังนั้น จะเห็นว่าเกิดการตื่นตัวในการด้านต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้เข้าติดตาม คือ การที่ท่านผู้ว่าราชการได้ประกาศให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมือง ๔ นคร คือ นครแห่งธรรม นครแห่งเทียน นครแห่งความฮักแพง และ นครแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ที่ท่านผู้ว่า ฯ สุรพลได้เพิ่มเติมและน่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการโดยนำเทคโนโลยีและการสื่อสารมาใช้ในการพัฒนาจังหวัดพร้อมการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายสามจี (๓ G)


ซึ่งนโยบายยุทธศาสตร์ดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นการดำเนินการตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ ๒) ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๖
ยุทธศาสตร์ที่ ๓: การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (๒) ขยายประเภทบริการเพิ่มพื้นที่ให้บริการและปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม
ยุทธศาสตร์ที่ ๔: การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการของภาครัฐมุ่งเน้นให้หน่วยงานของรัฐใช้เทคโนโลยีสารสนเท (๓) สร้างความเข้มแข็งด้าน ICT แก่หน่วยงานของรัฐในภูมิภาคในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ดังนั้น จะเห็นว่านโยบายของจังหวัดอุบลราชธานีประการหนึ่งที่ท่านผู้ว่าราชการให้ความสำคัญ คือ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพราะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่ามีความจำเป็นอย่างมาก อันเนื่องจากในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัว การขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ตในครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นระบบอินเทอร์เน็ตที่ผ่านระบบไร้สายที่ให้บริการโดยบริษัทต่างๆ ก็มีส่วนขยายการให้บริการจำนวนมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้เขียนเองถึงแม้ว่าจะสำเร็จการศึกษาด้านที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแต่ก็นานมาแล้วเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ความรู้ที่เล่าเรียนมานั้นไม่ทันสมัยเอาเสียแล้ว เพราะเนื่องจากศาสตร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ทุกวินาทีทุกนาทีทุกชั่วโมงมีการพัฒนาคิดต่อยอดเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับศาสตร์วิชาอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น ศาสตร์ด้านสถิติ ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนสูตรต่างๆ ก็ยังคงใช้งานมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือจะเป็นด้านวิศวฯ ที่สูตรในการคำนวณด้านโครงสร้างก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ขอขอบพระคุณท่านผู้ว่าราชการฯ สุรพล สายพันธ์ ที่ได้กรุณาแต่งตั้งให้ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัด โดยเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของจังหวัดอุบลราชธานี


สำหรับจังหวัดอุบลราชธานีนั้น มีสถาบันที่ผลิตบัณฑิตด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารปีหนึ่งๆ นั้นประมาณหลายร้อยคน กล่าวคือ ม.อุบลฯ ผลิตบัณฑิตประมาณ ๑๐๐ คน ม.ราชภัฏ อุบลฯ ผลิตบัณฑิตประมาณ ๑๐๐ (ผู้เขียนประมาณการเอง) ม.ราชธานี และ ม. การจัดการและเทคโนโลยีอีสเทิร์น (โปลีฯ) อีกจำนวนหนึ่ง จะเห็นว่าปีหนึ่งๆ นั้น จังหวัดอุบลราชธานีผลิตบัณฑิตด้านนี้จำนวนมาก แล้วบัณฑิตเหล่านี้ไปไหนกัน ไปทำงานที่กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ หากเราสามารถทำให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศแล้วละก็จะทำให้ ลูกหลานของเมืองอุบลฯ ของเราไม่ต้องดิ้นรนไปหางานทำที่อื่น เขาเหล่านั้นสามารถที่เปิดบริษัทรับจ้างทำงานที่อุบลฯ ก็ได้ เนื่องจากทุกวันนี้การส่งผลงานหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถส่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นจริงผู้เขียนเชื่อว่าในอนาคตเราสามารถตั้งธงได้เลยว่า “เมืองอุบลฯ จะเป็นนครแห่งการพัฒนา ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วมในการทำงานเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ว่าพร้อมกันให้ได้


ที่นี้ในส่วนของผู้เขียนที่ได้รับความกรุณาจากจังหวัดให้เป็นที่ปรึกษานั้น ก็ได้เสนอแนะในเบื้องต้นไว้เป็นดังนี้
๑. เห็นควรพิจารณากำหนดให้จังหวัดอุบลราชธานีกำหนดสัญลักษณ์การเป็นเมือง IT โดยอาจจะ UBITC
UBITC = Ubon ratchathani will be the Information Technology City
UBITC = You will be Information Technology and Communication คุณ (คนอุบล) จะเป็นผู้ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียน การทำงาน การปฏิบัติงาน และธุรกิจด้านต่างๆ
๒. เห็นควรให้ทุกส่วนราชการกำหนดหน้าแรกของ Website หน่วยงานมี Icon UBITC เพื่อเชื่อมต่อกับ Website จังหวัดอุบลราชธานี (www.ubonratchathani.go.th) โดยทั้งนี้ Website จังหวัดอุบลราชธานีควรจะมีข้อมูลที่ประกอบด้วย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน + ๓ (สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน) ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยอาจจะขอความอนุเคราะห์สถานบันการศึกษาในจังหวัดช่วยแปล Website ภาษาไทย เป็นภาษาดังกล่าวข้างต้นแล้วนำเข้าข้อมูล๓. เห็นควรพิจารณาใช้ประโยชน์จากระบบ Social Network (Facebook, twitter หรืออื่นๆ ) ที่ไม่จำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่าย โดยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ อาจจะมีบัญชี (Account) ของ Social Network เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับนักเรียน นักศึกษา ประชาชน โดยอาจจะเป็นดังนี้ UBITC-ผู้ว่าราชการอุบลฯ UBICT-ผู้บังคับการตำรวจอุบลฯ UBITC-ผู้อำนวยการเบ็ญจะมะฯ ซึ่งจะทำให้เกิดการติดตามกิจกรรมของหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ อันเป็นการประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจในกิจกรรมต่างๆ พร้อมเป็นช่องทางการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านระบบเครือข่าย หากมีการใช้จำนวนมากขึ้น ทั้งจังหวัดก็จะกลายเป็น UBITC ในที่สุด๔. เห็นควรพิจารณาให้ทุกส่วนราชการที่มีระบบเครือข่ายให้เพิ่มจุดระบบเครือข่ายไร้สายเพื่อบริการนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการของส่วนราชการนั้น โดยให้กำหนดจุดที่บริการให้เด่นชัดมีป้าย UBITC เพื่อให้ประชาชนสามารถขอเข้าใช้บริการได้สะดวก เช่น ในเทศบาลนครอุบลราชธานีควรกำหนดจุดให้บริการระบบเครือข่ายไร้สายและมีจุดที่ให้บริการคอมพิวเตอร์ (ฟรี) แต่กำหนดให้ใช้เพียงครั้งละ ๑๕ นาที เพื่อใช้ในการค้นหาแหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลที่น่าสนใจในเขตเทศบาลหรือจังหวัดอุบลราชธานี และที่สำคัญจะต้องมีการเชื่อมต่อระบบไร้สายต่างๆ ด้วยระบบ ๓G๕. เห็นควรพิจารณาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี เช่น ผาแต้ม สามพันโบก เป็นต้น ติดตั้งกล้องอิเล็กทรอนิกส์ระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถเชื่อมให้เห็นภาพแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว โดยทำให้ประชาชนทั้งในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอื่นๆ ได้เห็น๖. เห็นควรพิจารณารณรงค์การเป็นเมือง IT UBITC ผ่านสื่อต่างๆ และสร้างกลุ่มอาสาสมัครด้าน IT เพื่อรวบรวมเรื่องดีๆ ของเมืองอุบลโดยอาจจะร่วมกับ Guidubon.com หรืออื่นๆ

และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างมากที่จังหวัดอุบลราชธานีของเราในก้าวแรกของการเป็นนครแห่งการพัฒนา (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้มีการลงนาม MOU ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี และส่วนราชการ กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สำหรับการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) พร้อมติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สาย (WiFi, ๓G) ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ OTOP CENTER ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงนามดังกล่าวจะเป็นก้าวแรกที่เราชาวจังหวัดอุบลราชธานีจะได้เข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (ผู้เขียนขอเน้นนะครับ) อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอันก่อประโยชน์ในการทำงาน ในการศึกษาเล่าเรียน ในการทำธุรกรรมต่างๆ ก็ขอสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ท่านสุรพล สายพันธ์ ที่ท่านได้นำสิ่งดีๆ มาสู่พวกเราชาวอุบลราชธานี

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

พลังงานดีๆ และฟรี ท่านชอบหรือไม่

ช่วงนี้ทุกท่านคงจะทราบกันดีว่าเกิดภัยพิบัติธรรมชาติแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น อันนำมาซึ่งสึนามิทำลายล้างชายฝั่งของเมืองในประเทศญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่เรามนุษย์ไม่ว่าชาติพันธุ์ต่างไม่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างมาแต่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานเป็นพลังงานในด้านต่างๆ คือ พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานที่เรายอมรับว่าเป็นประโยชน์ แต่ก็มีโทษในยามที่โรงงานนิวเคลียร์เกิดความเสียหาย และเช่นเดียวกันที่ญี่ปุ่นโรงงานดังกลาวได้เกิดความเสียหายเกิดรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสี จะเห็นว่าธรรมชาติก็ได้สร้างความเสียหายอย่างมากมายมหาศาล


จะเห็นว่าพลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกประเทศทุกชาติ พลังงานอย่างหนึ่งที่ได้พยายามนำมาใช้ คือ พลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยของเรา ในวันหนึ่งๆ เดือนหนึ่งๆ ปีหนึ่งๆ มีแสงอาทิตย์ให้เป็นจำนวนมาก เราปล่อยให้แสงอาทิตย์ลับหายไปในแต่ละวัน เป็นพลังงานฟรีและดี เพราะเราไม่ต้องไปหาซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ บ้านเรือนทุกหลังทุกแห่งทุกหนล้วนแต่มีแสงอาทิตย์ส่องแสงถึง ซึ่งหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการผลิตไฟฟ้าโดยเซลล์แสงอาทิตย์ โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อดีในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานอื่นๆ ที่ได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากพลังงานดังกล่าว นอกจากนั้น ภาคเอกชนยังให้ความสนใจการใช้พลังงานทางเลือกพลังงานแสงอาทิตย์ คือ บริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ดีเยียม จำกัด (ตั้งอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี) และเช่นเดียวกัน สถาบันอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ควรจะให้ความสำคัญในการส่งเสริมวิจัยศึกษาพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะทุกท่านคงจะทราบดีว่าจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดแรกสุดที่พระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่จังหวัดอุบลราชธานี (ภาครัฐ คือ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ ภาคเอกชน คือ บริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ จำกัด) ได้ร่วมกันศึกษาพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด



โดยขั้นตอนแรกควรจะต้องมีการให้ข้อมูลความรู้ถึงประโยชน์ของพลังงานแสงอาทิตย์ว่ามีความสำคัญอย่างไรต่อทุกภาคส่วนโดยอาจจะเริ่มตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี โรงเรียนอนุบาลบ้านเด็ก และโรงเรียนอื่นๆ ทุกระดับในจังหวัดอุบลราชธานี ต่อจากนั้น ส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีควรจะต้องมีการส่งเสริมรณรงค์พบังงานทางเลือกที่ใช้แสงอาทิตย์ และในเวลาเดียวกันจังหวัดอุบลราชธานีอาจจะจัดหาพื้นที่ในการสร้างไร่พลังงานแสงอาทิตย์อุบลราชธานี อันสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้วิธีการให้พลังงานของแสงอาทิตย์สำหรับนักเรียน นักศึกษาและประชาชน



เมื่อเกิดโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์ในจังหวัดอุบลราชธานี จะทำให้สามารถประหยัดงบประมาณและหน่วยงานต่างๆ (เช่น มหาวิทยาลัย) นำเงินทีประหยัดได้ตั้งเป็นกองทุนการศึกษาวิจัยด้านพลังงานของจังหวัดอุบลราชธานี (ให้ทุกนักเรียน นักศึกษาทีสนใจศึกษาด้านพลังงานทางเลือกพลังงานทดแทน) อันจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น การที่มีโรงงานหรือไร่พลังงานแสงอาทิตย์ในสังคมอุบลราชธานีสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดไปพร้อมกันด้วย



มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงพอที่เข้าใจในระดับหนึ่งถึงความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ หากเราทุกคนได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนเชื่ออีกไม่ช้าไม่นานคงจะมีไร่พลังงานแสดงอาทิตย์เกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี หรือ ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอย่างแน่นอน เรามาช่วยกันให้เกิดขึ้นนะครับ พลังงานดีๆ และฟรี เราต้องช่วยให้มีที่อุบลราชธานี


วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Unity Games ของนักศึกษาอุดมศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี
















วันนี้ (๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔) เวลา ๒๐.๓๐ น. ท่านอธิการบดีมอบหมายให้ไปเป็นประธานกล่าวต้อนรับนักศึกษากีฬา Unity Games ซึ่งเป็นกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์สามัคคีของสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี อันประกอบด้วย ม.อุบลราชธานี ม.ราชภัฏอุบลราชธานี ม.ราชธานี ม.เทคโนโลยีและการจัดการ (โปลีเทคนิค) วิทยาลัยพยาบาลพระบรมราชชนนี วิทยาลัยสาธารณสุขสิริธร ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เหล่านักศึกษาทุกสถาบันในจังหวัดอุบลราชธานีได้แสดงความสามัคคีต่างชื่อของเกมส์กีฬาข้างต้น คือ Unity Games ซึ่งผมคิดว่าเราทุกคนคงจะทราบดีว่า Unity คือ ความสามัคคี แต่ที่ขณะนั่งรอและชมการประกวดขวัญนักศึกษาของสถาบันต่างๆ นั้น ก็คิดว่า ความสามัคคี หรือ Unity ถ้าหากลองแยกอักษรภาษาอังกฤษออกมาเป็นตัวๆ แล้วให้ความหมายเพิ่มเติมเข้าไป จะดีหรือไม่
ก็เลยคิดว่า Unity น่าจะเป็นและน่าจะประกอบจากสิ่งต่อไปนี้
U = Uniform รูปแบบ
N = Network เครือข่าย
I = Identity เอกลักษณ์
T = Titanic ยิ่งใหญ่
Y = Yonks เวลาที่ยาวนาน
การทำอะไรก็แล้วแต่ที่มีรูปแบบในลักษณะการเป็นเครือข่ายกันโดยมีเอกลักษณ์ยิ่งใหญ่อันเป็นทำเพื่อความยั่งยืนเวลาที่ยาวนาน
ดังนั้น ผมอยากจะให้เราทุกคนมี Unity ตามข้างต้น ที่ว่า เราทุกคนต้องทำงานที่มีรูปแบบตามที่กำหนดตาม กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่กำหนดไว้ โดยเราทุกคนจะต้องทำงานที่มีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้เราทุกคนจะต้องทำงานโดยมีเอกลักษณ์ที่ว่า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ยิ่งใหญ่ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้ เมื่อทำได้อย่างนั้นแล้วจะทำให้เป็นการพัฒนาทำงานที่ยั่งยืนด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน
และที่สำคัญ ก็อยากจะเอาใจช่วยสโมสรนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีได้ทำให้ Unity Games เป็นเกมส์กีฬาที่เสริมสร้างความสามัคคีให้ยั่งยืนนะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์
รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและชุมชนสัมพันธ์
และรักษาราชการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตมุกดาหาร


วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความสูญเสีย


รูปภาพ ณ บ้านนักศึกษา นายศักดิ์สาคร จีปอมจา (ผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔) โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและผู้บริหารเดินไป หมู่บ้าน ๒๒ เลขที่ ๑๑ ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร เมื่อเวลาประมาณ ๒๐.๔๕ น. ของวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
สำหรับ นายศักดิ์สาคร จีปอมปา เป็นนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ ซึ่งก่อนที่จะมาศึกษาที่ ม.อุบลฯ นั้น เป็นนักเรียนของโรงเรียน ตชด.บ้านศรีสวัสดิ์ อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร โดยเป็นความหวังของครอบครัว บ้านที่อยู่นั้น มีแต่ยาย และน้องชาย เนื่องจากพ่อแม่ไปประกอบอาชีพที่จังหวัดราชบุรี ขณะที่อธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัยไปมอบเงินช่วยเหลือจำนวนเบื้องต้น ๕๐,๐๐๐ บาท นั้น พ่อแม่ยังเดินทางมาไม่ถึงบ้านดังกล่าว ความสูญเสียดังกล่าวไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น

กล่าวสำหรับเหตุการณ์ข้างต้นเป็นที่สะเทือนขวัญของทั้งนักศึกษาและประชาชน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากและได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการช่วยเหลือญาติของนักศึกษาข้างต้น โดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ดำเนินการในเบื้องต้นดังนี้

๑. อธิการบดี ได้เดินทางกลับจากการประชุมที่กรุงเทพมหานครเป็นการด่วน เพื่อ มาดูศพนักศึกษาและพบกับญาติผู้เสียชีวิต ที่ตึกชันสูตรพลิกศพ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เวลา ๑๒.๐๐ น. และผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้เยี่ยมนักศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี ตามลำดับ
๒. อธิการบดี ได้ตรวจบริเวณพื้นที่เกิดเหตุร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๐๐ น.
๓. อธิการบดีพร้อมผู้บริหารมหาวิทยาลัย เดินทางไปภูมิลำเนาของนักศึกษาผู้เสียชีวิต เพื่อแสดงความเสียใจต่อคุณพ่อคุณแม่และญาติของนักศึกษาผู้เสียชีวิต โดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้มอบเงินช่วยเหลือและจัดการเรื่องฌาปนกิจศพรายละ ๕๐,๐๐๐ บาท ดังนี้
(๑) เวลา ๑๕.๐๐ น. นายรัฐพล เดชบุญ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
(๒) เวลา ๑๗.๓๐ น. นายกิตติโรจน์ ศิลาโชติ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
(๓) เวลา ๒๐.๓๐ น. นายศักดิ์สาคร จีปอมจา อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร
ขอแสดงความเสียใจมา ณ โอกาสนี้
มนูญ ศรีวิรัตน์
รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและชุมชนสัมพันธ์
และรักษาราชการแทนรองอธิการบดีวิทยเขตมุกดาหาร
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ม.อุบลฯ เชิญร่วมบริจาคโลหิตเพื่อทหารหาญกล้าและผู้ประสบภัย


สืบเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ อาจจะมีความต้องการโลหิตสำหรับทหารหาญกล้าและหรือผู้ประสบภัยด้านต่างๆ ดังนั้น ในพฤหัสบดีที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นช่วงวันเวลาในสัปดาห์แห่งความรัก ขอเชิญทุกท่านชาว ม.อุบลฯ ได้แสดงความรักผ่านการบริจาคโลหิต ตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ น เป็นต้นไป ณ อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ (EN6) ชั้นล่าง (ทุกคณะสามัคคีกันทั้งเจ้าหน้าที่ บุคลากร นักศึกษา จะทำให้ ม.อุบลราชธานี มีพลังเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ ครับ)

โลหิตของเราทุกคนชาวมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลทั้งทหารและประชาชนผู้ที่ประสบภัยหรือเจ็บไข้ได้ป่วยที่ต้องการเลือด
ดังนั้น เช้า (๙.๐๐ น) วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เรามาแสดงพลังแห่งความรักต่อเพื่อนๆ คนไทยด้วยกันนะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
มนูญ ศรีวิรัตน์
รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและชุมชนสัมพันธ์
และรักษาราชการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตมุกดาหาร

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เชิญร่วมบริจาค ช่วยเหลือพี่น้องคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน (อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ)

เรียน บุคลากร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทุกท่านที่เคารพ

จากสถานการณ์ชายแดนบริเวณ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างที่พวกเราทุกท่านทราบกันดีนั้น พื้นที่ดังกล่าวพี่น้องคนไทยร่วมประเทศชาติได้รับผลกระทบ รวมทั้งครอบครัวของนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทีอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราคนไทยทุกคน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีควรจะต้องให้ความช่วยเหลือในส่วนที่ทำได้
ดังนั้น คณะวิศวกรรมศาสตร์ และกองกลาง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะได้ร่วมกันรับบริจาคข้าวของอาหารแห้ง น้ำและอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือชาวกันทรลักษณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยบริจาคได้ตั้งแต่วันนี้ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เวลา ๑๒.๐๐ น เนื่องจาก เวลาบ่ายโมงตรง รถบัสมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (จำนวน ๕๐ ที่นั้ง) จะเดินทางนำสิ่งของที่ได้รับบริจาคไปที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

ขอเชิญทุกท่านนะครับ ท่านใดอยู่ที่งานใด (เช่น งาน REG งานกิจการนักศึกา งานประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัย) ก็ช่วยกันสื่อสารและส่งข่าวให้ได้มากที่สุดนะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
มนูญ ศรีวิรัตน์
รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและชุมชนสัมพันธ์
และรักษาราชการรองอธิการบดีวิทยาเขตมุกดาหาร

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สนามแข่งขันฟุตบอล (เหย้า) ของอุบลราชธานี Home of Ubon Tiger FC




วันนี้ดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวการใช้สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีสำหรับการเป็นสนามเหย้าของทีม Ubon Tiger FC ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลของจังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับสนามของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีถึงแม้ว่าจะเป็นสนามที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เชื่อว่าจะมีการพัฒนาปรับปรุงให้เป็นเมืองของกีฬาสนามฟุตบอลที่มาตรฐานที่มีทั้งสถานที่สำหรับการเพิ่มศักยภาพให้ร่างกายสำหรับนักฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ฟิตเนส และที่สำหรับคือ มีสนามซ้อมอีก ๒ สนาม ซึ่งเป็นสนามที่พร้อมสำหรับการที่ทำให้กีฬาฟุบอลของจังหวัดอุบลราชธานีได้รับการพัฒนาให้ถึงที่สุดในวันใดวันหนึ่งสำหรับข้อดีของการใช้สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นสนามเหย้าของ Ubon Tiger FC คือ
(๑) ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่ (คือสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัย) ได้เกิดประโยชน์สูงสุด
(๒) ทำให้เกิดการเรียนรู้การฝึกซ้อมระหว่างนักกีฬาฟุตบอลของมหาวิทยาลัยและ Ubon Tiger FC
(๓) ทำให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน) ได้มีโอกาสได้ดูกีฬาฟุตบอลอันเป็นการเสริมสร้างความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา และรักสามัคคคี
(๔) ทำให้เกิดการพัฒนากีฬาฟุตบอลของจังหวัดอุบลราชธานีอย่างยั่งยืน สำหรับให้นักเรียน นักศึกษาทุกระดับได้มีโอกาสใช้สนามของมหาวิทยาลัยในการฝึกซ้อมและแข่งขัน
(๕) ทำให้เกิดผลดีต่อการประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพราะเนื่องจากจะมีทีมฟุตบอลจากจังหวัดต่างๆ มาเยือนสนามมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และกองเชียร์ที่มาจากจังหวัดต่างๆ จะได้รับทราบข้อมูลของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อันเป็นหนทางหนึ่งในการส่งบุตรหลานมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

แน่นอนครับสำหรับการมีข้อดีแล้ว ย่อมจะมีข้อเสียเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน คือ
(๑) นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ในจังหวัดอุบลราชธานี จะต้องเดินทางไกลไปชมฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จากวารินชำราบ)
(๒) ยังคิดไม่ออกว่า คือ อะไร
อย่างไรก็ดี สำหรับสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานียังจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาให้ได้มาตรฐานสู่สากลให้ได้แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องใช้เวลาและที่สำคัญคือ จะต้องใช้งบประมาณ (เงิน) ในการดำเนินการ แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ถ้าหากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทุกหมู่เหล่า เพราะเนื่องจากสนามของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีนั้นมีทั้งสนามที่เป็นสนามฝึกซ้อม ๒ สนาม และสนามแข่งขันกลาง ๑ สนาม นอกจากนั้น ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ยังมีสระว่ายน้ำมาตรฐานสากล โรงยิมที่เป็นมาตรฐานพร้อมห้อง Fitness ที่ได้มาตรฐานซึ่งเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาที่พร้อมจะมาร่วมฝึกซ้อมฟุตบอลกับ Ubon Tiger FC

สุดท้ายนี้ ผมก็ได้แต่หวังว่าเราทุกคนในจังหวัดอุบลราชธานีจะได้ช่วยกันคนละไม้ละหนึ่งในการพัฒนากีฬาฟุตบอลของจังหวัดเราให้มีความเจริญได้มาตรฐานสากลต่อไปอย่างยั่งยืน

มนูญ ศรีวิรัตน์
รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและชุมชนสัมพันธ์
และรักษาราชการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตมุกดาหาร
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี